ชะฮาดัต “ท่านอิมาม มุฮัมมัด บากิร (อ)” ผู้เปิดประตูความรู้ของนบี (ตอนที่ 4 )

32
มัจญลิสวันชะฮาดัต ท่านอิมาม มุฮัมมัด บากิร (อ) ตอนที่ ๔
บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี

 
 อิมามบากิร (อ) ผู้วางรากฐานการศึกษาแห่งโลกอิสลาม
เนื่องจากฮะดีษต่างๆ ของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ที่ถูกบันทึกไว้อย่างมากมาย ได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก แต่ฮะดีษเท็จในนามของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ที่ออกมาจากวังเขียวของมุอาวิยะฮ์กลับมีอยู่อย่างดาษดื่น จากการใช้เงินว่าจ้างบรรดาผู้อ้างตนว่า เป็นสาวกของศาสดามุฮัมมัด (ศ) และบรรดาผู้รู้จอมปลอม ที่ขายตัวเป็นทาสเงินตราของมุอาวิยะฮ์ให้แต่งฮะดีษเหล่านั้นขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ วจนะต่างๆ ที่ถูกกุขึ้นมาในนามของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) โดยสมุนรับใช้ของมุอาวียะฮ์จึงมีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งในยุคปัจจุบันสามารถค้นหาได้ในหนังสือที่รวบรวมรายงานของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ตัวอย่างเช่น การรายงานจากสาวกบางคนของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ที่ใช้ชีวิตอยู่กับท่านศาสดา (ศ)
พบว่า เพียงไม่กี่ปี แต่มีการรายงานฮาดีษของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) นับพันฮาดีษ ซึ่งมากกว่าท่านหญิงฟาติมะฮ์ (อ) เป็นสิบๆ เท่าตัว ทั้งๆที่ท่านหญิงฟาติมะฮ์(อ) บุตรีของท่านศาสดา (ศ) คือ ผู้ที่ใช้ชีวิตและอยู่ใกล้ชิดกับท่านศาสดาเป็นระยะเวลาสิบกว่าปี ชัดแจ้ง รายงานที่ถูกกุขึ้นมา ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมในยุคปัจจุบันล้าหลัง
ในการชี้ว่า เพราะมุสลิมในยุคปัจจุบันขาดความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับอิสลาม และอัลกุรอาน อีกทั้งมุสลิมในยุคปัจจุบันมีเฉพาะวิชาการที่มั่วซั่ว(บิดเบือน)ไปหมด ซึ่งถูกรวบรวมเอาไว้โดยมุอาวียะฮ์และสมุนของมัน
เช่นนี้แล้ว ในยุคการปกครองของบนีอุมัยยะฮ์ นอกจากการกุฮาดีษแล้ว การฆ่าล้างวงศ์ตระกูลของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งของมัน
ครั้นเมื่อเข้าสู่ยุคแห่งการล่มสลายของราชวงศ์บนีอุมัยยะฮ์ จึงเป็นโอกาสทองของท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ) ซึ่งก่อนหน้ายุคของท่าน เป็นยุคสมัยของท่านอิมามสัจญาด (อ) ซึ่งตลอดระยะ 35 ปีขณะที่ดำรงตำแหน่งอิมาม ในการอบรมสั่งสอนวิชาการอิสลาม และสร้างมุสลิมสายเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนสายเลือดเก่า ที่ทรยศและเป็นกบฏต่อคำสั่งเสียสุดท้ายของท่านศาสดา (ศ) และเท่ากับเป็นการสร้างฐานกำลังที่สำคัญสำหรับอิมามบากิร (อ)
หากจะกล่าวโดยสรุปในยุคของท่านอิมามบากิร (อ) เป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดีต่อการเผยแผ่วิชาการแห่งอิสลามที่แท้จริง ที่สืบเนื่องจากเกิดความขัดแย้งภายในราชวงศ์บนีอุมัยยะฮ์อย่างรุนแรง ส่งผลทำให้พวกมันไม่มีเวลาใส่ใจต่อประชาชนเท่าใดนัก ด้วยเหตุนี้ท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ) จึงใช้โอกาสในช่วงนี้จัดตั้ง “ขบวนการแห่งปากกา” นั่นเอง
ขบวนการแห่งปากกา
ในห้วงที่ท่านอิมามได้เริ่มภารกิจแห่งความรู้ บรรดาอาเล็มอุลามาอฺหรือแม้แต่ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) ก็ยังกล่าวว่า ขบวนการปฏิวัติของท่านอิมามบากิร(อ)และขบวนการของท่านอิมามอิมามญะอฺฟัร อัซ-ซอดิก(อ)คือ ขบวนการปฏวัติแห่งปากกา…… ขบวนการแห่งความรู้ที่จะมอบไว้สำหรับโลกนี้จนถึงกัลปาวสาน…..!!!
ต่อมา ท่านอิมาม(อ)จึงเข้าสู่หมวดของความรู้โดยตรง เปิดสาขาวิชาต่างๆให้กับประชาชาติอิสลาม โดยทุกคนไม่มีการแบ่งแยกซุนนี-ชีอะฮฺอย่างชัดแจ้ง เพราะจริงๆแล้วในช่วงนั้น ชีอะฮฺ-ซุนนีเป็นเพียงค่านิยมทางการเมืองเท่านั้น คือ ยังไม่เกิดแนวคิดหรือสำนักคิดอย่างสมบูรณ์
อนึ่ง ด้วยท่านอิมามบากิร(อ)หรือท่านอิมามญะอฺฟัร อัซ-ซอดิก(อ) คือ ผู้สร้างสำนักคิดให้กับชีอะฮฺอย่างสมบูรณ์ ทำการเผยแผ่วิชาการของอิสลาม และอะห์กามของอะห์ลุลบัยต์ ทั้งในด้านฮะดิษ อัลกุรอาน หลักอากีดะฮฺ อัคลาค ตะเซาวุฟและอื่นๆทั้งหมด ถูกเปิดเผยและอบรมสั่งสอนผ่านท่านอิมามทั้งสองท่าน จนสามารถสร้างลูกศิษย์ที่มีคุณภาพให้กับโลกอิสลามเป็นจำนวนมาก
ดังนี้แล้ว เฉพาะฮะดิษเพียงอย่างเดียว มีการบันทึกริวายะฮฺรายงานถึงหนึ่งแสนกว่าฮะดิษ ที่มาจากวจนะของท่านอิมามบากิร(อ) โดยท่านกล่าวสั้นๆว่า…
ฉันได้ยินมาจากพ่อของฉัน [ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ)] อันอะบี หมายถึงพ่อของเขาคือ อิมามฮูเซน(อ)
อันอะบี [หมายถึงอิมามอะลี(อ)]หรือบางครั้ง ท่านก็กล่าวว่า อันญัดดี [จากท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)]
ในการชี้ว่า ฮะดิษนับแสน ที่ถูกรายงานด้วยสายรายงานทองคำ หมายถึง รอวี (ผู้รายงาน) คือ อิมามบากิร(อ)ผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ตามที่รอซูลุลลอฮ(ศ.) ได้กล่าวไว้ล่วงหน้า
อีกทั้งหากพิจารณาสายรายงาน พบว่าท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ) แน่นอนโลกอิสลามยอมรับในความยิ่งใหญ่ของท่าน เพราะท่าน คือ ‘บิดาแห่งฏอรีกัต’ เป็นบิดาแห่งสายตะเซาวุฟ
ต่อมา สายรายงานไปถึงท่านอิมามฮุเซน(อ) ผู้เป็นหัวหน้าชายหนุ่มแห่งสรวงสวรรค์ หลังจากนั้นก็เป็นท่านอิมามอะลี(อ.)และบรรจบยังท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)
หากจะกล่าวโดยสรุป ฮะดิษนับแสนฮะดิษเหล่านี้ ถูกรายงานด้วยสายรายงานที่บริสุทธิ์ดั่งทองคำ ส่งผลทำให้อาเล็มอุลามาอฺในวันนั้นได้ใช้ประโยชน์อย่างมหาศาล
จนถึงทุกวันนี้การรายงานฮะดิษที่ไปถึงยังท่านอิมามบากิร(อ) เป็นที่ถูกยอมรับโดยอาเล็มอุลามาอฺในซุนนะฮฺเกือบทั้งหมด ยกเว้นลัทธิซาตานเท่านั้นที่จะตัดฮาดิษทั้งหมดที่มีสายรายงานไปจบที่อะฮฺลุลบัยต(อ.) ……!!!
หากพิเคราะห์ จะเห็นได้ว่า เรื่องของฮะดิษ ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนๆหนึ่งที่จะสามารถเก็บคำพูดของท่านนบี(ศ)ไว้เป็นแสนๆคำพูดและในแสนๆคำพูดนั้นไม่มีความสงสัยแม้แต่คำพูดเดียว
และในหนึ่งแสนฮะดิษหรือหนึ่งแสนคำพูดที่รายงานจากท่านอิมามบากิร(อ)นั้น และไม่ใช่ว่ามีเฉพาะฮะดิษสั้นๆเพียงเท่านั้น แต่มีทั้งฮะดิษในเรื่อง อัคลาค อะฮฺกาม ความศรัทธา อิมามัต นูบูวัต และอื่นๆ คือ มีทุกรูปแบบ มีทั้งหมด ที่รายงานโดยท่านอิมามบากิร(อ)
ดังนั้น ในแง่มุมของฮะดิษเหล่านี้ จึงยิ่งใหญ่เพียงพอในความน่าเชื่อถือของผู้พูดฮะดิษ และทำให้อะฮฺลุลบัยตฺเป็นที่ยอมรับในยุคต้นๆของอิสลาม
ครั้นหากจะกล่าวถึงสถานภาพของท่านอิมามบากิร(อ) ในทุกยุคทุกสมัยจนถึงทุกวันนี้นั้นไม่เป็นที่สงสัยสำหรับบรรดาอาเล็มอุลามาอฺซุนนีแต่อย่างใด จะมีเพียงแต่การปกปิดฮะดิษเหล่านี้มิให้ไปถึงประชาชาติอิสลามอยู่บ้างแต่ก็ไม่สามารถปกปิดได้ทั้งหมด
 บทบาทของอิมามบากิร(อ)
ในช่วง ๒๓ ปีที่ท่านอิมามบากิร(อ)ดำรงตำแหน่งอิมาม เป็นช่วงที่บนีอุมัยยะฮฺกำลังอ่อนแอในอำนาจ อิมามบากิร(อ) จึงมีโอกาสนำเสนอความรู้ต่างๆและมีบทบาทดังนี้
๑.ท่านอิมามบากิร(อ)เป็นอิมามท่านแรกที่เปิดเผยฮากีกัต(แก่นแท้)ต่างๆของอัลกุรอาน
บริบทนี้ ได้เกริ่นนำไปแล้วว่าในสมัยของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.) ไม่มีโอกาสที่จะอรรถธิบายอัลกรุอานได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากอัลกุรอานลงมาตลอด ๒๓ ปีแห่งการเผยแพร่และใน ๒๓ ปีในช่วงแห่งการเผยแพร่นั้น เต็มไปด้วยภารกิจต่างๆที่มากมายไม่ว่าจะเป็นการฮิจเราะฮฺ และภารกิจการดูแลสังคม
กอปรกับในสมัยของรอซูลุลลอฮฺ(ศ)เกิดสงครามมากถึง ๘๐ สงครามด้วยกัน และเกิดขึ้นในห้วงเวลา ๕๐ ปีด้วย ซึ่งไม่ใช่ช่วง ๒๐ ปีที่รอซูลลุลลอฮ(ศ)ทำการเผยแพร่ อีกทั้งฮะดิษที่ถูกต้องได้ถูกทำลายอย่างมากมาย เพราะสงครามทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)อพยพมายังเมืองมะดีนะฮฺนั่นเอง
ครั้นเข้าสมัยของท่านอิมามอะลี(อ) และอิมามฮาซัน(อ)ก็ไม่มีโอกาสเช่นกัน เพราะเป็นช่วงที่บนีอุมัยยะฮฺ ได้โฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนศาสนาไปถึงขั้นสูงสุดไปแล้ว
ต่อมาเข้าสู่ยุคสมัยของท่านอิมามฮูเซน(อ) คิดคงไม่ต้องสาธยายเพราะทุกท่านรู้อยู่เต็มอกว่า เกิดอะไรในยุคของท่าน และเมื่อมาถึงยุคของอิมามบากิร(อ) ตามที่บอกไปแล้วว่า เป็นช่วงของโอกาสที่พอเหมาะพอดีต่อการทำภารกิจในการวางรากฐานวิชาการแห่งอิสลามที่แท้จริงอันยิ่งใหญ่นี้
๒. ท่านอิมามบากิร(อ)เป็นคนแรกที่เปิดเผยฮากีกัตทั้งหมดของอัลกุรอาน ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่า อัลกุรอานทั้งหมดที่ได้กล่าวถึงอะฮฺลุลบัยตฺ ท่านอิมามบากิร(อ)คือ ผู้อรรถาธิบาย จนกระทั่งบรรดาอาเล็มอุลามาอฺของเราท่านหนึ่ง ได้เขียนตัฟซีรเล่มหนึ่งขึ้นมา ชื่อ “ตัฟซีร ซอฟี”
คำว่า “ซอฟี” หมายถึง “สะอาดบริสุทธิ์” เป็นตัฟซีรฺที่ไม่ใช้ทัศนะตนเองในการตัฟซีรฺ หมายความว่า เป็นการอธิบายกุรอานตามที่ท่านอิมาม(อ)บอกเท่านั้น เช่นโองการนี้ท่านอิมามบากิร(อ)ได้อธิบายและกล่าวแบบนี้ ท่านอิมามศอดิก(อ)กล่าวเช่นนี้ ท่านอิมามริฎอ(อ)อธิบายแบบนี้ ซึ่งชื่อของอิมามที่มีมากที่สุดในตัฟซีรเล่มนั้น ก็คือท่านอิมามบากิร(อ) ดั่งในโองการที่ ๗๒ ซูเราะฮฺ อะฮฺซาบ อัลลอฮฺ(ซบ.)ได้ตรัสว่า
إِنَّا عَرَضْنَا الْأَمَانَةَ عَلَى السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَالْجِبَالِ فَأَبَيْنَ أَن يَحْمِلْنَهَا وَأَشْفَقْنَ مِنْهَا وَحَمَلَهَا الْإِنسَانُ إِنَّهُ كَانَ ظَلُومًا جَهُولًا
ความว่า “แท้จริงเราได้เสนออะมานะฮฺ แก่ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และขุนเขาทั้งหลาย แต่พวกมันปฏิเสธจะแบกรับมันและกลัวต่อมัน (คือภาระอันหนักอึ้ง) และมนุษย์ได้แบกรับมัน แท้จริงเขา (มนุษย์) เป็นผู้อธรรมงมงายยิ่ง”
  • อะมานะฮฺนี้คืออะไร
เราพบว่า ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ถูกเปิดเผย และหากเข้าใจว่าเป็นอะมานะฮฺของอิสลาม ก็ไม่ผิด เป็นอะมานะฮฺในการรับผิดชอบ การที่มนุษย์เสนอตัว ตรงนี้เพื่อมารับหน้าที่ศาสนาของพระองค์ แต่เมื่อถามท่านอิมามบากิร(อ)แล้วท่านอิมามกล่าวว่า…
“ฉันคือความหมายที่แท้จริงของโองการนี้”
“ท่านอิมามบากิร(อ) กล่าวว่า ฉันคืออะมานะฮฺที่อัลลอฮฺ(ซบ)ได้นำเสนอให้กับมนุษย์”
หากจะแปลให้เข้าใจง่าย จะไม่มีใครได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าไม่มีใครไปรับผิดชอบ หรือเสนอหน้าว่า เราจะรับผิดชอบในเรื่องของอะฮฺลุลบัยตฺ….. เราจะดูแลอะฮฺลุลบัยตฺ…… เราจะปกป้องอะฮฺลุลบัยต(อ)
นี่คือ กรณีตัวอย่าง การตัฟซีรของอิมามบากิร(อ) ที่เป็นผู้เปิดเผยอัลกุรอานในอีกมิติหนึ่ง และขอยืนยันว่าอัลกุรอานในมิติเช่นนี้มีจำนวนมาก ที่ท่านอิมามบากิร(อ) คือ ผู้ริเริ่มกระบวนการทางความรู้อันนี้
ด้วยเหตุผลอันนี้เอง ที่ความรู้ของท่านเป็นที่ยอมรับ ทว่าประการสำคัญเพราะท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ได้ยืนยันไว้ล่วงหน้ามาแล้วว่า บรรดาอิมามหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นท่านอิมามญะอฺฟัร(อ) ท่านอิมามมูซา(อ) ท่านอิมามริฏอ(อ)จนถึงท่านอิมามฮาซัน อัสการี(อ)หรืออิมามมะฮฺดี(อ) ซึ่งฮะดิษทั้งหมด จะไปจบที่ท่านอิมามบากิร(อ)และท่านอิมามญะอฺฟัร(อ)ถึงจะต่อไปถึงท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ได้
คำอธิบาย : เพราะท่านอิมามบากิร(อ) คือ ผู้เปิดฮะดิษ จำนวนนับแสนกว่าฮะดิษ ที่ท่านได้เก็บเอาไว้ในทรวงอก
หลังจากนั้นบรรดาอะอิมมะฮฺก็เริ่มมีโอกาสเปิดเผยฮากีกัตต่างๆและความหมายที่แท้จริงของแต่ละโองการ ซึ่งความหมายที่แท้จริงของอัลกุรอานนั้น บ่งชี้ถึง ท่านอิมามบากิร(อ) คือ ผู้ริเริ่มจนกระทั่งถึงท่านอิมามญะอฺฟัร อัศศอดิก(อ)ผู้เป็นบุตร จึงได้ทำให้ทุกอย่างนั้นสานต่ออย่างสมบูรณ์
ด้วยกับอานิสงส์นี้ ส่งผลทำให้ชีอะฮฺนั้นไปถึงจุดสูงสุดของความรู้ทางศาสนาและเป็นเจ้าแห่งสำนักคิดที่ยิ่งใหญ่ และด้วยเหตุผลนี้มัศฮับของเราจึงถูกเรียกว่า “มัศฮับ ญะอฺฟะรียะฮฺ” มาจนถึงทุกวันนี้
ในการชี้ว่า ท่านอิมามศอดิก(อ)ทำให้สมบูรณ์ได้เพราะท่านอิมามบากิร(อ)เป็นผู้วางรากฐาน ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดและเป็นความภาคภูมิใจขนาดที่ว่าเฉพาะอุละมาอฺเท่านั้น ที่จะรู้ว่าความรู้ทั้งหมดไปจบที่ท่านอิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ) และท่านอิมามบากิร(อ)
สาระศึกษาและข้อสังเกต : ในพินัยกรรมของท่านอิมามโคมัยนี(รฏ.)หากอ่านในช่วงต้นๆของพินัยกรรม ชื่อหนังสือ “พินัยกรรมของมหาบุรุษผู้พลิกประวัติศาสตร์โลก” ซึ่งสิ่งแรกที่ท่านอิมามโคมัยนี(รฎ)เขียนคือ อินนี ตาริกุม ฟี กุมุษษะกอลัยน์ เป็นการเริ่มต้นพินัยกรรมด้วยฮะดิษ อัลษะกอลัยน์ กิตาบัลลอฮฺ วะอิตตะรอตีอะฮฺลิบัยตี
หลังจากนั้นก็ได้บรรยายถึงอากีดะฮฺของท่าน ด้วยคำพูดที่ว่า เราภูมิใจที่ศาสนาของเรานั้นเอามาจากท่านอิมามบากิร(อ)เอามาจากอิมามญะอฺฟัร(อ) ทำให้นักต่อสู้ทั้งโลกไม่ว่านับถือศาสนาใดก็ตาม พุทธ คริสต์ อิสลาม ยิว ฮินดู พราหมณ์ ต่างล้วนศึกษาอ่านพินัยกรรมดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น กล่าวคือ มนุษย์ที่ฉลาดในโลกนี้ เขาจะอ่านแนวคิดทั้งหมดนี้เพื่อการศึกษา
และพึงรู้เถิดว่า นักคิด นักเขียน นักปฏิวัติ นักสู้ นักสิทธิมนุษยชนอ่านพินัยกรรมของท่าน เพราะทึ่ง(ประหลาดใจ)ในความยิ่งใหญ่ของท่านและในการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของท่านที่กลายเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจโลกที่กำลังจะไปถึงจุดสมบูรณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ดังนั้น เมื่อท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) รู้ว่าคำสั่งเสียของท่าน ประวัติและคำพูดของท่านจะต้องถูกอ่านอย่างแน่นอน ท่านจึงเขียนไว้ว่า การที่โคมัยนีเป็นโคมัยนีนั้นเพราะท่านอิมามบากิร(อ)และท่านอิมามญะอฺฟัร(อ)
นี่คืออีกหนึ่งเรื่องที่พิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของท่านอิมามบากิร(อ)ในเรื่องของความรู้ และเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของบรรดาอะอิมมะฮฺ(อ)ที่มีความรู้ตั้งแต่โลกเริ่มจุติจวบจนจนถึงวันสิ้นโลก
(โปรดติดตามตอนที่ ๕)
اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم
เรียบเรียงโดย : Wanyamilah S.
ถอดบทความโดย ๑. วราภรณ์(ซัยหนับ) บินตี นาบาวี ๒.มัยซาเราะฮ์ โต๊ะหลี
หมายเหตุ : ปาฐกถาพิเศษ รวม ๒ มัจญลิส(ภูเก็ตและสตูล)