โอวาทวันนี้ 01/06/2560

62

นะบูวะห์ (ตอนที่ 16)

♡ ความเป็นศาสดา ♡

● องค์ความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับศาสดา

ก่อนหน้านี้ เราได้พิสูจน์สภาวะการเป็นศาสดา ด้วยหลักฐานทางสติปัญญา อันเป็นพื้นฐานหลักถึงความจำเป็นของการมีศาสดามาแล้ว ลำดับต่อไปจะนำเสนอหลักฐานทางสติปัญญาเกี่ยวกับจำนวนการปรากฏของศาสดา เหตุใดพระผู้เป็นเจ้าต้องส่งมาหลายองค์ให้ปรากฏมายังโลก และเหตุใดพระองค์ไม่ทรงส่งศาสดาเพียงองค์เดียว

ดังที่ทราบกันดีว่า ประชาชาติในแต่ละยุคนั้น อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลกัน ดำเนินชีวิตกระจัดกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆและในยุคสมัยนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะอำนวยความสะดวกให้ จึงไม่สามารถติดต่อไปมาหาสู่กันได้ง่าย

ดังกล่าวนี้ พระองค์จึงส่งศาสดาลงมาเพื่อทำหน้าที่สั่งสอนในแต่ละพื้นที่และแต่ละประชาชาติ โดยพระองค์จะเป็นผู้ออกคำสั่งต่าง ๆ อันนำไปสู่ความผาสุกหรือเรียกว่าการประทานโองการ มายังศาสดาของพระองค์ และมอบหมายให้ทำหน้าที่เผยแผ่แก่มวลมนุษย์

และในขณะเดียวกันเราพบว่าไม่มีศาสดาองค์ใดที่มีชีวิตยืนยาวถึงวันกียามัตได้เพราะขัดกับฮิกมะฮฺในการสร้างโลก เนื่องจากโลกนี้เป็นโลกแห่งการทดสอบ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาเพื่อถูกทดสอบและถ้าหากมีชีวิตที่ยืนยาว แน่นอนว่าเป้าหมายการทดสอบไม่อาจเกิดขึ้นได้ อีกทั้งโลกนี้ไม่มีสถานที่ที่สามารถตอบแทนผลจากการกระทำนั้นๆได้อย่างสมบูรณ์

เหล่านี้ด้วยเหตุผลทางสติปัญญา การแต่งตั้งบรรดาศาสดาในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาแก่มนุษยชาติ ทว่าหน้าที่รับผิดชอบของศาสดาในบางยุคสมัย ที่แตกต่างกันนั้น เป็นเพราะสภาวะสังคมแต่ละยุคแต่ละสมัย มีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันไป

ดังนั้น คำสั่งสอนของศาสดาแต่ละยุคแต่ละสมัย จึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันตามกฎเกณฑ์และบทบัญญัติของแต่ละยุค ซึ่งหากเราพิจารณา จะเห็นว่า เพื่อให้คำสอนของศาสดาสัมฤทธิ์ผลตรงตามความต้องการของพื้นที่นั้นๆ อัลลอฮฺ(ซบ) จึงมีคำสั่งใช้ลักษณะหนึ่ง เพื่อความเหมาะสมหรือมีความจำเป็นเฉพาะในพื้นที่หนึ่ง ในขณะเดียวกันอาจจะไม่มีความจำเป็นหรือมีความเหมาะสมในอีกพื้นที่หนึ่งนั่นเอง

● บทบาทของศาสดาในแต่ละยุคสมัย

ถ้าหากว่าเราจะพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย แน่นอนการอบรมสั่งสอนของศาสดา แต่ละองค์มีเป้าหมายหลักเพื่อนำมนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ทุกรูปแบบ ทั้งความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณ ทั้งความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ และที่สำคัญคำสั่งสอนเหล่านี้ กว่าจะนำมนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ได้นั้นไม่สามารถสัมฤทธิ์ผลได้ภายในยุคเดียวสมัยเดียว จำเป็นต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ต้องค่อยๆสอน ค่อยๆพัฒนา ทั้งนี้มิใช่เพื่ออะไรนอกไปจากเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์นั่นเอง

● การปรับทัศนคติให้มนุษย์หลุดจากกินเนื้อมนุษย์ด้วยกัน

จากประวัติศาสตร์ บางยุคบางสมัยมนุษย์ยังไม่มีแม้แต่วัฒนธรรมและประเพณีใดๆ บางยุคบางสมัยมนุษย์ยังกินเนื้อคนหรือกินซากศพของมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร ตรงนี้ที่จะบอกว่า เมื่อศาสดานำคำสั่งสอนลงมา โดยบอกประชาชาติของท่านว่า ห้ามกินเนื้อหมู ในขณะที่พวกเขายังกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันอยู่นั้น ถามว่าจะมีคนที่ศรัทธาไหม แน่นอนมันเป็นไปได้ยากมาก เพราะเป็นการปรับมนุษย์ที่เร็วเกินไป และเนื่องจากเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่ กรณีนี้ ศาสดาจะทำอย่างไร เพื่อให้พวกเขาหลุดจากการกินเนื้อมนุษย์แล้วมากินเนื้อสัตว์แทน

เบื้องต้น ศาสดาต้องปรับทัศนคติมนุษย์ยุคนี้ก่อน ด้วยการค่อยๆแก้ไข ค่อยๆวางกรอบการกิน ค่อยๆพัฒนากันไปตามขั้นตอน ให้มนุษย์รู้ว่า ถ้ามนุษย์กินมนุษย์ด้วยกัน มนุษย์ก็จะผลิตสิ่งที่เป็นโทษออกมาตอบสนองซึ่งจะเป็นโทษต่อมนุษย์เอง หลังจากนั้นค่อยๆสอนแยกแยะการกินที่อนุมัติและสะอาดแทน เช่น สัตว์ไหนกินได้ สัตว์ไหนกินไม่ได้

● การปรับทัศนคติให้มนุษย์เลิกบูชาสิ่งถูกสร้าง

บางยุคสมัย ศาสดาต้องเอาพวกเขาหลุดออกจากการไหว้วัวไหว้ควาย โดยค่อยๆสอนให้พวกเขารู้จักอัลลอฮฺ(ซบ) และกว่าจะไปถึงขั้นพัฒนาถึงขั้นพบเจอพระองค์ (ฟานาอฺ)ต้องใช้เวลาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุนี้ ริซาลัตที่สมบูรณ์ จึงยังไม่ถูกสอนในยุคเหล่านี้

ทว่าอัลลอฮฺ(ซบ) จะค่อยๆทยอยส่งศาสดาลงมาเพื่อนำมนุษย์เข้าสู่ยุคที่สูงขึ้น เมื่อศาสดาองค์หนึ่งได้จากไปพระองค์ก็จะส่งศาสดาอีกองค์ลงมาเพื่อสานต่อภารกิจอย่างต่อเนื่อง และทุกๆศาสดาที่ถูกส่งมาใหม่ก็นำคำสั่งสอนต่อยอดเพิ่มเติมนั่นเอง

ตัวอย่าง

เนื่องจากว่า ศาสดาแต่ละองค์ที่ผ่านมา มีเวลาไม่เพียงพอที่จะรอให้มนุษย์พัฒนา ครั้นถึงยุคสมัยของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อล) เบื้องต้นท่านจะนำบรรดาผู้ตั้งภาคีแห่งเมืองมักกะฮฺออกจากการไหว้เจว็ดเป็นลำดับแรก ลำดับต่อมาท่านจะค่อยๆนำพวกเขาออกจากการคลั่งไคล้ในชาติพันธุ์นิยมของชาวอาหรับ โดยท่านศาสดาได้เรียกร้องชาวอาหรับให้ละทิ้งสายสัมพันธ์อันมืดบอดนั้น และให้รวมเป็นหนึ่งเดียว และกว่าชาวอาหรับจะพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ได้นั้น ต้องใช้เวลานานเป็นอย่างมาก

● การบิดเบือนคำสั่งสอนของศาสดา

ในประวัติศาสตร์ได้ยืนยันและรับรองว่า หลังจากการจากไปของศาสดาองค์หนึ่ง ในแต่ละยุคสมัย เราจะพบว่า มีการบิดเบือนคำสั่งสอนของศาสดาตามมาทุกครั้ง โดยจะมาในรูปค่อยๆบิดเบือน หรือบางครั้งพระศพของศาสดายังไม่ถูกฝัง การบิดเบือนก็เกิดขึ้นแล้ว เช่น มีกลุ่มศอฮาบะฮฺของศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อล) ไปเลือกตั้งตัวแทนท่านศาสดากันเอง ที่สะกีฟะฮฺบานีสะอีดะฮฺ ซึ่งสถานที่นี้เป็นซ่องโจร

ทั้งๆที่ท่านศาสดาได้แต่งตั้งคอลีฟะฮฺตัวแทนหลังจากท่านไว้แล้ว แต่พวกเขานอกจากไม่เชื่อฟังแล้ว จำนวนมากยังไม่ปฏิบัติตาม เพราะพวกเขาคิดว่า พวกเขามีความเหมาะกว่าชนกลุ่มอื่นด้วยประการทั้งปวง ตรงนี้ที่จะบอกว่า การบิดเบือนได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ศาสดาได้จากไป

ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของศาสนา จึงต้องมีศาสดาลงมาหลายองค์ มาเพื่อฟื้นฟูคำสั่งสอนของศาสนาให้บริสุทธิ์อีกครั้ง ด้วยการจัดระบบคำสั่งสอนที่ถูกบิดเบือนนั้น กลับมาแก้ไขให้ถูกต้อง

– คำสั่งสอนหลัก ที่เหมือนกันของทุกศาสดามี 2 ประเภท มีดังนี้

1. ภาคศรัทธา

2. ภาคปฏิบัติ

– กรณี ภาคศรัทธา มี 3 ประการ ดังนี้

1. มับดะฮฺหรือเตาฮีดปฐมเหตุแรกในการเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง
2. นะบูวะห์ ความเป็นศาสดา
3. มะอาดวันสิ้นโลก(หรือชีวิตหลังความตาย) คือ สถานที่สุดท้ายที่มนุษย์จะต้องกลับไป

– กรณี ภาคปฏิบัติ ในสิ่งเหมือน คือ การนำมนุษย์เข้าสู่การอิบาดัต การภักดี ซึ่งอาจจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ตัวอย่าง การนมาซ

รูปแบบของนมาซมีความแตกต่างในรายละเอียด เพียงยุคหนึ่งการอิบาดัต การนมาซ ผินหน้าไปทาง “บัยตุลมุก็อดดิส” ยุคต่อมาผินหน้าไปทางอัลกะบะอฺ

ตัวอย่าง เรื่องซะกาต

การจ่ายทานก็เช่นเดียวกันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แต่มีความแตกต่างในเรื่องจำนวน เราพบว่า บางยุคศาสดาองค์หนึ่งจ่ายครึ่งหนึ่ง บางยุคศาสดาอีกองค์หนึ่งอาจจะจ่ายไม่ถึงครึ่ง ทว่าในสิ่งที่เหมือน ทุกศาสดาจะนำมนุษย์เข้าสู่การอิบาดัตต่อพระองค์ และจะสอนไปในแนวทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาเรื่องหลักๆโดยสรุป จะมีความเหมือนทั้งภาคศรัทธาทั้งภาคปฏิบัติ เพียงแต่ภารกิจของประชาชนเท่านั้น ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสอนในยุคศาสดาของตนเอง บ่งชี้ว่า ไม่ได้หมายถึงจะตามท่านใดก็ได้
ตัวอย่าง การตามศาสดาแห่งยุคสมัย

เมื่อรู้ว่า ทุกประชาชาติต้องปฏิบัติตามคำสั่งสอนของศาสดาของแต่ละยุค เป็นที่ชัดเจนว่า มนุษย์ในยุคปัจจุบัน จะตามศาสดามูซา(อ)ไม่ได้ กล่าวคือ เราจะทำอิบาดัตตามแบบศาสดาอื่นๆไม่ได้เพราะมันหมดยุคแล้ว

ดังนั้น เมื่อศาสดาองค์ใหม่มา ถึงแม้คำสอนหลักๆจะเหมือนกัน แต่มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติตามหลักปฏิบัติในคำสั่งสอนของศาสดาในยุคอื่นๆ เว้นแต่ความศรัทธาเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตาม คือ มนุษย์ต้องศรัทธาทุกๆศาสดา ถึงแม้ไม่ได้เป็นประชาชาติของศาสดาอิบรอฮีม หรือ ศาสดามูซา(อ)หรือ ศาสดาอีซา(อ) ก็ตาม ทั้งนี้เราต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เมื่อเราไม่ต้องตามศาสดาองค์ที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ปฏิเสธศาสดาเหล่านี้

บริบทดังกล่าว บ่งชี้ว่า เราต้องศรัทธาในศาสดาทั้งหมดและหน้าที่ที่ต้องศรัทธา อัลลอฮฺ(ซบ) ตรัสในอัลกุรอาน

ซูเราะฮฺอัลบากอเราะฮฺ โองการ 285 ความว่า

آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ وَالْمُؤْمِنُونَ ۚ كُلٌّ آمَنَ بِاللَّهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّن رُّسُلِهِ ۚ وَقَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا ۖ غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ

“ศาสดาได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูหประทานลงมาแก่เขา จากพระผู้อภิบาลของเขา และผู้ศรัทธาทั้งหลายก็ได้ศรัทธาด้วย ทุกคนได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและมาลาอิกะฮฺของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์และบรรดาศาสดาของพระองค์ โดยพวกเขากล่าวว่า เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาศาสดาของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่เราปรารถนา โอ้พระเจ้าของเรา และยังพระองค์นั้นคือการกลับไป”

ซูเราะฮฺอาลอิมรอน โองการที่ 84

قُلْ آمَنَّا بِاللَّهِ وَمَا أُنزِلَ عَلَيْنَا وَمَا أُنزِلَ عَلَىٰ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ وَيَعْقُوبَ وَالْأَسْبَاطِ وَمَا أُوتِيَ مُوسَىٰ وَعِيسَىٰ وَالنَّبِيُّونَ مِن رَّبِّهِمْ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّنْهُمْ وَنَحْنُ لَهُ مُسْلِمُونَ

“จงกล่าวเถิด(มูฮัมหมัด) ว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและสิ่งที่ถูกประทานมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานมาแก่อิบรอฮีมและอิสมาอีนและอิสฮากและยะฮฺกูบและบรรดาผู้สืบเชื้อสาย(จากยะฮฺกูบ) และศรัทธาต่อสิ่งที่มูซาและอีซา และบรรดาศาสดาทั้งหลายได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา โดยที่เราจะไม่แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และพวกเรานั้นเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์”

ซูเราะฮ์อัลนิซาอฺ โองการที่ 136

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا آمِنُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَالْكِتَابِ الَّذِي نَزَّلَ عَلَىٰ رَسُولِهِ وَالْكِتَابِ الَّذِي أَنزَلَ مِن قَبْلُ ۚ وَمَن يَكْفُرْ بِاللَّهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلَالًا بَعِيدًا

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและต่อศาสดาของพระองค์ และต่อคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาแก่ศาสดาของพระองค์ และต่อคัมภีร์ที่พระองค์ได้ประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและมาลาอิกะฮฺของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาศาสดาของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาได้หลงทางอย่าไกลโพ้น”

ดังนั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธศาสดาองค์หนึ่งองค์ใด เพราะการปฏิเสธศาสดาก็เท่ากับปฏิเสธอัลลอฮฺ(ซบ)และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธคัมภีร์เล่มใดก็ตามที่มาจากพระองค์ทั้งคัมภีร์อินญีล เตารอต ซะบูร

อีกโองการหนึ่งที่ยืนยันว่า ทุกๆประชาชาตินั้นมีศาสดา

ซูเราะฮฺอัลนะฮฺลฺโองการ 36

وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَّسُولًا أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ ۖ

“และโดยแน่นอนเราได้ส่งศาสดาไปในทุกประชาชาติ โดยบัญชาว่า พวกเจ้าจงเคารพภักดีอัลลอฮฺองค์เดียวและจงออกห่างจากบรรดาผู้อธรรม”

คำอธิบาย : จากบทบาทการลงมาของแต่ละศาสดา จึงเป็นข้อพิสูจน์ทางสติปัญญา ถึงความจำเป็นต้องมีศาสดาในทุกๆประชาติ เพื่อชี้ว่า ศาสดาต้องมีมากกว่าหนึ่งเพราะนอกจากประชาชาติในแต่ละยุคสมัยจะมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ผิดๆแล้ว ในทุกๆประชาชาติยังมีภาษาที่แตกต่างกันจำเป็นต้องมีศาสดาไปสั่งสอนด้วยกับภาษาของประชาชาตินั้นๆด้วยเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ จำเป็นต้องกล่าวถึงบทบาทการลงมาของทุกๆศาสดา จนถึงศาสดาองค์สุดท้าย เพื่อมิให้ข้อสงสัยดังกล่าวหลงเหลืออีกต่อไป

ทีนี้ เราพบว่า ศาสดาบางท่านอัลลอฮฺ(ซบ)ได้กล่าวชื่อของพวกเขาไว้ในอัลกุรอาน และศาสดาบางท่าน อัลลอฮฺ(ซบ)ไม่ได้กล่าวถึงชื่อของพวกเขา

ตัวอย่าง เรื่องราวของศาสดาคิเฎร(อ)

เรื่องราวมีอยู่ว่า ศาสดามูซา(อ)กับศาสดาคิเฎร(อ) ซึ่งอัลกุรอานเรียกว่า “อับดุซซอแหละฮฺ” และอัลกุรอานได้กล่าวชื่อศาสดาเพียง 25 ท่านเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วยังมีอีกเป็นจำนวนมาก บางครั้งใช้คำว่า นะศีร บะชีร ศอลิฮีน มุคละศีน คือ จะมาในนามเหล่านี้ ซึ่งก็คือบรรดาศาสดาที่อัลกุรอานไม่ได้กล่าวชื่อไว้โดยตรง และบางศาสดาไม่ได้พูดถึงด้วยซ้ำไป แต่เมื่อรวบรวมรายงานจากอัลฮาดิษปรากฏว่า มี ศาสดาจำนวน 124,000 เป็นรอซูล จำนวน 313 องค์

เมื่อพิจารณาจำนวนตัวเลข กลับเท่ากับนักรบในสงครามบะดัรและเท่ากับจำนวนทหารพิเศษของอิมามมะฮฺดี(อ) คือ มีจำนวน 313 คนเช่นเดียวกัน และใน 313 นี้มี “อูลุลอิศมิ” 5 องค์ และใน “อูลุลอิศมิ” นั้น หมายถึง ศาสดาที่นำชารีอัตมา และเป็นเจ้าของชารีอัตที่สมบูรณ์ ซึ่งในโลกนี้มี 5 ท่าน และทั้ง 5 ท่าน หมายถึง ศาสดานุฮ์(อ) ศาสดาอิบรอฮีม(อ) ศาสดามูซา(อ) ศาสดาอีซา(อ) และศาสดามูฮัมมัด(ศ็อล) ส่วนศาสดาอื่นๆมาสั่งสอนภายใต้คำสั่งสอนของศาสดาเหล่านี้นั่นเอง


ติดตามอ่านต่อ นะบูวะห์ (ตอนที่ 17)