เมตตาธรแห่งจักรวาล (ตอนที่ 2)

1571

ท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) ผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลจักรวาล

ดังประวัติของท่านนบีแต่ละท่านที่พอยกมาเป็นอุทาหรณ์ว่า เอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) ได้ทรงจำกัดขอบเขตของศาสดาเหล่านั้นว่าไปทำภารกิจใด เช่น พระองค์ทรงตรัสว่า “ในหมู่ซะมูด เราได้ส่งศอลิฮฺไปยังพวกเขา” ท่านนบีลูฏก็จะมีภารกิจในประชาชาติของท่าน อาจจะมีบ้างที่มีคุณลักษณะพิเศษมากกว่า เช่นท่านนบีอิบรอฮีม(อ) ที่พระองค์ทรงตรัสว่า “ในแบบฉบับของอิบรอฮีมก็ยังเป็นแบบอย่างที่ดีของมวลมนุษยชาติ”

แต่เมื่อถึงยุคของท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) มีหลายโองการในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานชี้ให้เห็นว่าภารกิจของท่านไม่ได้ถูกจำกัดเอาไว้เฉพาะประชาชาติหนึ่งประชาชาติใดหรือภารกิจหนึ่งภารกิจใด พระองค์ทรงตรัสว่า “เรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่อสิ่งใด แต่เพื่อมวลมนุษยชาติ เจ้าถูกส่งมาเพื่อสิ่งนี้” หรือ “เจ้าต้องเชิญชวนมนุษยชาติไปสู่สันติภาพ เจ้ามีหน้าที่เชิญชวนมนุษย์เข้าสู่อิสลาม ศาสนาที่เราประทานให้กับเจ้า” แต่เหนือความยิ่งใหญ่ใดๆ ที่ต้องอรรถาธิบายอย่างลึกซึ้งก็คือโองการที่เราอัญเชิญเป็นปฐมบทในค่ำคืนนี้คือ “ศาสดาผู้เป็นความเมตตาแห่งสากลจักรวาล”

นักแปลบางท่านอาจจะแปลความหมายที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่คำว่า “สากลจักรวาล” นั้นเพื่อต้องการอธิบายว่า มากกว่าโลกทั้งผอง ดังตัวอย่างจากซูเราะหฺอัลฟาติหะฮฺ โองการที่ว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาลามีน” มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ(ซบ) ผู้เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล เมื่อเอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาลนั้น จึงมิได้หมายความถึงโลกนี้เพียงโลกเดียว อะไรที่เป็นสรรพสิ่งที่ถูกรังสรรค์ (มัคลูค) ย่อมอยู่ภายใต้การอภิบาลของพระองค์ ยกเว้นสิ่งเดียวที่ไม่เป็น มัคลูคนั่นคือพระองค์เอง ท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) เป็น “เราะฮฺมะตันลิลอาลามีน” พระองค์เป็น พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ท่านรอซูลก็คือผู้ที่นำเราะฮฺมะฮฺสู่สากลจักรวาลอีกเช่นกัน หากจะอธิบายให้ละเอียดลึกซึ้งก็ต้องใช้เวลาสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะในโอกาสหน้า

เมื่อเอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงยืนยันว่าท่านรอซูลเป็นเราะฮฺมะตันลิลอาลามีน เราจะอธิบายความในส่วนของโลกนี้ก่อนว่า มวลมนุษยชาติไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆต่างได้รับความเมตตาจากท่านรอซูลด้วยกันทั้งนั้น ส่วนใครจะได้รับความเมตตานั้นอย่างไร…….??? มากน้อยเพียงใด……. ??? กว้างไกลขนาดไหน……. ??? แม้แต่กระทั่งผู้ที่ไม่ได้เป็นมุสลิม แต่ก็อยู่ในศาสนาที่เป็นศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ศัพท์วิชาการเรียกว่า“ดีนนุซซะมาวี” ศาสนาแห่งฟากฟ้า ศาสนาที่มาจาก เอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) นั้นอย่างน้อยที่สุดที่ถูกยืนยันมาแล้ว 5 ครั้ง ตั้งแต่ยุคของท่านนบีนุฮฺ(อ) นบีอิบรอฮีม(อ) นบีมูซา(อ) นบีอีซา(อ) และท่านนบี มุฮัมมัด(ซล)

ดังนั้นผู้ที่อยู่ในดีนนุซซะมาวี ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า……. ศาสนาที่เป็นอะฮฺลุลกิตาบ ย่อมได้รับความเมตตาที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ถึงกระนั้นผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ หรือผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลยก็ยังคงได้รับความเมตตาของท่านนบีย่อมไปถึงเขา ผู้ที่นับถือศาสดาก็ย่อมที่จะได้รับความเมตตามากกว่าบุคคลอื่น ท่านนบีมาเพื่อสิ่งนี้!!!

เอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงยืนยันว่า มาเพื่อโปรดนำความเมตตาให้แก่มวลมนุษยชาติ ทำไมพระองค์จึงทรงใช้คำว่า “ความเมตตา” ??? ทำไมไม่บอกว่ามาเพื่อที่จะชี้นำ??? เหตุผลประการหนึ่งคือ การได้รับทางนำเข้าสู่ซิรอตุลมุส ตะกีม ไม่ได้เป็นของทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับสิ่งนี้ ท่านนำเอาฮิดายะฮฺมาให้ก็จริง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับฮิดายะฮฺนั้น อัลกุรอานยืนยันว่า “มูฮัมมัดเจ้าไม่ต้องพยายาม เจ้าไม่สามารถที่จะฮิดายะฮฺได้ทุกๆ คน อัลลอฮฺ(ซบ) ต่างหากที่จะนำทางมวลมนุษยชาติ” แต่ความเมตตานั้นอัลลอฮฺ(ซบ) ทรงยืนยันว่า ท่านรอซูลคือความเมตตาแห่งสากลจักรวาล

ความเมตตาเป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดปฏิเสธ เพราะโลกทั้งผองขาดความเมตตานี้อยู่ มนุษยชาติจึงถวิลหา ความเมตตาจากท่านรอซูล นั่นเอง

ท่านนบีมุฮัมมัด(ซล) มีความเมตตากรุณาเป็นที่ตั้ง หนึ่งในความเมตตานั้นคือความศรัทธา หากนำความเมตตานี้ไปสั่งสอนแก่ มวลมนุษยชาติ ทุกคนก็จะรักท่านศาสดา แม้ว่าอาจจะไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามก็ตาม

อิสลามสอนให้มนุษย์ต้องเป็นผู้เสียสละ ต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ มองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ ให้รู้จักการให้อภัยซึ่งกันและกัน ต้องไม่เห็นแก่ตัว ทั้งหมดนี้ต้องนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ดังเช่นจริยวัตรของท่านที่ครองตนให้มนุษยชาติได้ยอมรับมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ หาใช่เพียงแต่เป็นวาทกรรมที่สวยหรูเท่านั้น !!!!

ปัจจุบันนี้เราได้รับข่าวสารจากโลกตะวันตกอยู่เป็นนิจว่า บุคคลที่มีชื่อเสียง เช่น บรรดาดารานักแสดง ศิลปิน นักกีฬาส่วนหนึ่งต่างยอมรับในจริยวัตรของท่านศาสดา จนนำไปสู่การยอมรับศาสนาอิสลามในที่สุด ทั้งนี้จริยวัตร แห่งความเมตตานั้นป็นสื่อสัมพันธ์อันสูงสุด

แต่ปัญหาของมุสลิมในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถนำความเมตตาของท่านศาสดาไปสู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ทั้งหมด เป็นเพราะการปฏิบัติตนของมุสลิมเองที่เป็นปัญหาอุปสรรคอยู่ด้วย เช่นการปรากฏตัวของกลุ่มชนหนึ่งที่บอกว่าตนนับถือศาสนาอิสลามได้ประพฤติตน สวนทางกับคำสอนใน พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและจริยวัตรของท่านศาสดา นำเอาอิสลามไปใช้ในรูปแบบของความรุนแรง….. ความโหดเหี้ยม….. น่าสะพรึงกลัว…. เป็นที่จงเกลียดจงชังและขยะแขยงแก่วิญญูชน อันนำไปสู่ความเสียหายของผู้ที่นับถือศาสนาโดยรวม

ชาติที่เป็นศัตรูของศาสนาอิสลามเกรงกลัวที่สุดก็คือ แบบฉบับการครองตนและจริยวัตรอันสูงส่งของท่านศาสดา จริยวัตรของท่านเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปรุงแต่งกันขึ้นมาได้ และหากประวัติศาสตร์จะอุปโลกน์กันขึ้น ชีวประวัติคงไม่ยืนหยัดท้าทายความเป็นเพชรแท้แห่งศาสดามาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ พวกเขากลัวว่าหากจริยวัตรของท่านศาสดาเผยแพร่ไปมากเท่าใดคนก็จะยอมรับในอิสลามมากเท่านั้น!!!

ศัตรูของศาสนาอิสลามทุกยุคทุกสมัยจึงต้องการทำลายล้างความเกรียงไกรแห่งจริยวัตรของท่านศาสดานี้มาตลอด เช่น อังกฤษสนับสนุนลัทธิวะฮาบีแล้วให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ชุบเลี้ยงดูแลมาตลอด จุดประสงค์หลักของลัทธินี้คือการทำลายจริยวัตรอันสูงส่งของท่านศาสดาให้ได้ เพราะนี้คือจุดแข็งที่ศัตรูเกรงกลัวที่สุด

กรณีของการรื้อสุสาน คงมิกล้าไปรื้อสุสานของท่านศาสดาก่อน แต่เริ่มกระทำอุตริกรรมด้วยการวินิจฉัยว่าการเยี่ยมเยียนสุสานเป็นสิ่งต้องห้าม จึงเริ่มรื้อทำลายสุสานของบิดามารดาเสียก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปสู่การ รื้อทำลายสุสานของ เอาลิยาอฺ อัมบิยาอฺ ของอัลลอฮฺ(ซบ) ที่จริงแล้วสุสานของบุคคลที่มีความประเสริฐมีเกียรติยศมีอยู่เป็นจำนวนมาก บรรดาศอฮาบะฮฺจำนวนหนึ่งก็เคยตะวัซซุลกับสุสานของท่านเหล่านี้ นั่นคือการปูทางเข้าไปสู่การทำลายสุสานของท่านศาสดาในที่สุด

วิธีการอันแยบยลของลัทธิวะฮาบี คือคำสอนที่เริ่มต้นจากการห้ามทำบุญกับผู้เสียชีวิต สอนให้ปฏิเสธการทำบุญให้กับบิดามารดา กับบุคคลธรรมดาไปก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปสู่การห้ามรำลึกถึงการสดุดีเพื่อแสดงมุทิตาจิตกับผู้มีพระคุณ แน่นอนที่สุดว่าเมื่อสอนให้คนไม่รู้จักบุญคุณคน….. ไม่มีสัมมาคาราวะ….. และไม่ ตะวัซซุลกับท่านศาสดาแล้วก็คือการทำลายรากฐานอิสลามอันบริสุทธิ์นั่นเอง

สำหรับพี่น้องชีอะฮฺเราไม่หลงทางในข้อนี้แน่นอนนั่นเป็นเพราะการสืบทอดเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ผ่านลูกหลานของท่านมาโดยตลอด คำสอนของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านศาสดา ก็คือการเทิดทูนพระประสงค์แห่ง อัลลอฮฺ(ซบ) โดยตรงนั่นเอง

การปฏิเสธที่จะจัดงานเมาลิดเพื่อน้อมรำลึกถึงจริยวัตรอันประเสริฐของท่านศาสดา ปฏิเสธการศอลาวาตจึงเป็นการสนับสนุนแนวความคิดที่จะทำลายศาสนาอิสลามของโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพราะเมื่อสอนให้มุสลิมเข้าใจว่าการน้อมรำลึกถึงท่านศาสดาและอะฮฺลุลบัยตฺเป็นอุตริกรรมแล้วก็เท่ากับว่าขืนปฏิบัติก็คือการตกนรกนั่นเอง!!! ลัทธิวะฮาบีไม่ได้นำเสนอศาสนาอิสลามอันบริสุทธิ์ที่มีท่านนบี มุฮัมมัด(ซล) เป็นศาสดา แต่นำเสนออิสลามที่ได้รับการปรุงแต่งบิดเบือนโดยบนีอุมัยยะฮฺ โดยลูกหลานของอะบูซุฟยาน จึงเคยย้ำเตือนกับท่านทั้งหลายมาโดยตลอดว่ามุสลิมกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ระหว่างสองอิสลามคืออิสลามอันบริสุทธิ์แห่งมุฮัมมะดีและอิสลามแห่งซุฟยานีหรืออเมริกันอิสลามนั่นเอง

แนวความคิดอิสลามแห่งซุฟยานีคือ อิสลามที่ถูกปรุงแต่งโดยลูกหลานของอะบูซุฟยาน แน่นอนว่าต้องแตกต่างจากอิสลามแห่งมุฮัมมะดีที่คำสอนสืบทอดโดยอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) จริยวัตรของท่านศาสดาถูกบนีอุมัยยะฮฺและผู้สืบทอดอำนาจได้บิดเบือนข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์มากมาย เห็นได้จากที่มีหนังสือ “โองการแห่งซาตาน ” ที่เขียนขึ้นโดย ซัลมาน รุชดี จนนำไปสู่การวินิจฉัยของท่านอิมามโคมัยนี(รฎ) ให้กำจัดมารศาสนาคนนี้ให้จนได้!!!

ข้อเขียนจากหนังสือเล่มนี้เป็นการดูหมิ่นศาสนาอิสลามที่มีท่านศาสดาเป็นรอซูลของพระองค์อย่างร้ายแรง มุมมองของลัทธิวะฮาบีมองว่า ท่านศาสดาเหมือนกับบุรุษไปรษณีย์ที่นำส่งสาส์นจากอัลลอฮฺ(ซบ) เสร็จแล้วก็เป็นอันหมดหน้าที่กันไป ต่างจากมุมมองของมุสลิมผู้ศรัทธาไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชีอะฮฺ พี่น้องซุนนีที่ให้ความสำคัญยิ่งต่อจริยวัตรอันประเสริฐของท่านศาสดา โดยเฉพาะพี่น้องซุนนีเมื่อถึงตอนศอลาวาตก็พร้อมกันยืนขึ้นแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ พร้อมกับประพรมแป้งหอมและเครื่องหอมอื่นๆ เพื่อความสุนทรียภาพประโลมจิตใจให้ชุ่มฉ่ำอิ่มเอิบกับจริยวัตรอันประเสริฐนั้น
มีฮะดิษและริวายะฮฺที่พวกเราเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า แม้ท่านศาสดากลับคืนสู่พระเมตตาแห่งอัลลอฮฺ(ซบ) ไปแล้ว แต่ท่านยังดำรงชีวิตอยู่นิรันดร์ ดังนั้นความรักความเทิดทูนการสดุดี การแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณ และการแสดงมุทิตาจิตท่านศาสดาได้รับรู้ถึงสิ่งที่มุสลิมได้แสดงออกเป็นอย่างดี

หากมุสลิมหลงประเด็นไปตามมุมมองของลัทธิวะฮาบี หากท่านศาสดาเป็นแค่บุรุษไปรษณีย์ ก็ย่อมมีบุรุษไปรษณีย์ท่านอื่นนำสาส์นจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ) มาเผยแพร่ต่อไป ถ้าคอลีฟะฮฺในยุคต้นๆ ที่เป็น คอลีฟะฮรอชิดีนก็พอทำเนา แต่ถ้าเกิดเป็นคอลิฟะฮฺตั้งแต่ยุคอาลิซาอูดที่ปกครองแผ่นดินฮิญาซของท่านนบีแล้วเปลี่ยนชื่อไปตามตระกูลของตนว่าซาอุดิอาระเบีย ถ้าบรรดาฏอฆูตต่างๆเหล่านี้อ้างตนว่าเป็นคอลีฟะฮฺ ดังเช่นคอลิฟะฮฺอีกหลายประเทศในบริเวณอ่าวอาหรับ อะไรจะเกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิม!!! อินชาอัลลอฮฺ โชคดีที่พี่น้องซุนนีกับพี่น้องชีอะฮฺยังมีความผูกพันกับจริยวัตรของท่านศาสดาอย่างลึกซึ้ง จึงได้ร่วมกันจัดงานสดุดีโดยพร้อมเพรียงกันในเดือนรอบีอุลเอาวัลมาโดยตลอด จนถูกลัทธิวะฮาบีใส่ร้ายต่างๆ นานา บ้างก็ประกาศว่าเป็นเมาลิดของชีอะฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺด้วยการใส่ร้ายนี้อาจนำไปสู่ความผูกพันระหว่างพี่น้องชีอะฮฺกับพี่น้องซุนนีมากขึ้น เพราะทั้งสองนิกายมีความผูกพันต่อกันได้นั้นก็โดยสายใยแห่งความผูกพันต่อท่านศาสดาเป็นปฐมบท มุมมองที่เห็นว่าท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล) เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ เพื่อชี้ว่าจะมีผู้ส่งสาส์นคนต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด การปลูกฝังแนวความคิดนี้เพื่อที่จะให้ลูกหลานของตนได้สืบทอดอำนาจ แล้วนำไปสู่การบิดเบือนอิสลามอันบริสุทธิ์จากท่านศาสดาเป็นผู้นำมาสั่งสอนตามโองการของพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ)

การปิดล้อมสุสานท่านศาสดาไม่อนุญาตให้พี่น้องมุสลิมเข้าคาราวะเยี่ยมเยียนสุสานเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของพวกเขาเป็นอย่างดี ธาตุแท้ของลัทธินี้มีนักวิชาการของพวกเขาคนหนึ่ง คือ อุรอุร เป็นมุฟตี ระดับโลกของลัทธิอันน่าอัปยศของพวกเขาว่า “ให้พวกเรานั้นได้อยู่ในกองทัพของ ซุฟยานี เพื่อที่จะได้สู้กับกองทัพของมะฮฺดีด้วยเถิด”

534de91acb3e95c82b79cb575dac1c0d

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปาฐกถา เนื่องในคืนวันประสูติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซล) ณ มัสยิด รูฮุลลอฮฺ นครศรีธรรมราช ปี 2557

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ติดตามอ่านต่อ เมตตาธรแห่งจักรวาล (ตอนที่ 3)

เมตตาธรแห่งจักรวาล (ตอนที่ 3)