สาบานพิสุทธิ์ (ตอนที่ 3)

633

วันแห่งการนัดหมาย

เมื่อวันแห่งการนัดหมายมาถึง ซึ่งโองการถูกประทานลงมาก่อนแล้ว แต่วันที่มาเผชิญหน้ากันอย่างสมบูรณ์นั้นคือวันที่ยี่สิบสี่ ซุลฮิจญะฮฺ ในริวายัตกล่าวว่าท่านรอซูลุลลอฮฺได้สั่งให้คนในครอบครัวของท่านทำการนมาซ ถือศีลอด และทำ อิบาดัตต่างๆ เมื่อวันแห่งการนัดหมายมาถึงนั้น ท่านนบีได้ออกมาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งเพื่อที่จะอธิบาย ว่า “อับนา อานา” คือใคร ? “นิซาอานา” คือใคร? “อันฟุซะนา”คือใคร ? ตอนที่ท่านบีปรากฏตัวนั้นไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดเข้าร่วมยกเว้น อะฮฺลุลบัยต(อ)เท่านั้น ยกเว้น“อัศฮาบุลกิซาอฺ” บุคคลที่อยู่ใต้ผ้าคลุมกีซาอฺเท่านั้นที่ถูกเลือกในวันแห่งการมุบาฮะละฮฺ วันที่ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) ได้ปรากฏตัวเพื่อมุ่งสู่ปรัมพิธีแห่งมุบาฮะละฮฺ นั้นมีเพียงห้าคนเท่านั้นที่ปรากฏตัว นั้นคือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ซ) ท่านอิมามฮาซัน(อ) ท่านอิมาฮุเซน(อ) และท่านอิมามอะลี(อ)

ในริวายัตได้บอกว่า ท่านนบีได้อุ้มท่านอิมามฮุเซนและอีกข้างหนึ่งก็ได้จูงมือท่านอิมามฮาซัน ส่วนท่านอิมามอะลี(อ)นั้นได้เดินนำหน้า และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ซ)นั้นได้เดินตามหลังมา ฝ่าย คริสต์เตียนก็เช่นเดียวกันมีการหารือ และมีการชุมนุมเลือกเอาบุคคลที่ดีที่สุด เลือกเอาบุคคลที่บริสุทธิ์ที่สุด เหล่าสตรีของพวกเขาก็ได้เลือกจากบรรดาแม่ชีที่ครองพรหมจรรย์อย่างแท้จริง บรรดาผู้ชายของพวกเขาก็ได้เลือกจากชายที่ครองพรหมจรรย์มาอีกเช่นกัน เพราะเป็นความเชื่อของคริสต์เตียนที่ว่ามนุษย์จะสูงส่งทางจิตวิญญาณได้เขาจะต้องครองพรหมจรรย์ ไม่มีการแต่งงาน ไม่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ใดนั้นคือความบริสุทธิ์ตามความเชื่อของพวกเขา แต่อิสลามนั้นปฏิเสธสิ่งนี้ซึ่งเป็นมุมมองที่ตรงกันข้ามกับอิสลามและเป็นมุมมองที่น่าศึกษาเป็นอย่างมาก

อุลามาอฺในสาย “ตะเซาวุฟ” ในสายอิรฟานนั้นไม่รับลูกศิษย์ที่มาเรียนด้านอิรฟานโดยไม่ผ่านการแต่งงาน ดังนั้นใครที่คิดจะไม่แต่งงานนั้นเขาอดที่จะไปถึงตำแหน่งทางด้านจิตวิญญาณอันนี้ บรรดาอุลามาอฺด้านจิตวิญาณบอกว่าหากปราศจากการแต่งงานแล้วเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไปถึงตำแหน่งสูงสุดทางจิตวิญญาณ และถ้าหากใครค้านว่า แล้วกรณีของท่านซัลมาน อัล-ฟาร์ซีนั้นจะอธิบายอย่างไร ? คำตอบก็คือถ้าซัลมาน อัล-ฟาร์ซีแต่งงานเขาจะไปได้ไกลกว่านี้ หรือกรณีของซัลมาน อัล-ฟารซีนั้นเป็นกรณียกเว้น ซึ่งมีเกร็ดเล็กๆน้อยๆ แต่คริสต์เตียนนั้นมีทัศนะที่ตรงกันข้าม

ครอบครัวมีส่วนสำคัญในความสำเร็จทางจิตวิญญาณของมนุษย์

อิสลามมองว่า มนุษย์ทั้งชายและหญิงมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดคือการมีคู่ครอง มนุษย์จะประสบความสำเร็จทางจิตวิญญาณได้ต้องผ่านการทดสอบ สามีที่ไม่ผ่านการทดสอบจากภรรยา เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบรูณ์ ภรรยาที่ไม่ผ่านการทดสอบจากสามีก็ไม่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณได้อย่างสมบรูณ์เช่นกัน การดื้อรั้นของภรรยาในสิ่งที่ไม่ควรดื้อก็คือการทำลายจิตวิญญาณให้ตกต่ำลง การละเมิดของสามีที่มีต่อภรรยาก็เป็นการทำลายจิตวิญญาณทางศรัทธาของสามีให้ตกต่ำลง การเคารพสิทธิของสามีต่อภรรยา….. การเคารพสิทธิของภรรยาที่มีต่อสามี สองสิ่งนี้จะเป็นตัวพัฒนาทั้งสองฝ่ายให้มีความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณมากขึ้น แหละนี่คือมุมมองของอิสลาม

ท่านนบีได้กล่าวว่า “ครึ่งหนึ่งของศาสนาอยู่ที่การครองเรือนและการแต่งงาน” แต่ทั้งนี้การแต่งงานไม่ได้หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่หมายถึงการครองเรือนตามหลักการของอิสลาม หญิงที่ฏออัต (เชื่อฟัง)ต่อสามีอย่างสมบูรณ์นั้นคือหญิงที่ประสบความสำเร็จ สามีที่ให้สิทธิต่อภรรยาอย่างสมบูรณ์นั้นคือสามีที่ประสบความสำเร็จทางศาสนา ไม่ละเมิดสิทธิ์ซึ่งกันและกัน คนจำนวนมากคิดว่าการครองโสดและการไม่แต่งงานคือการรักษาพรหมจรรย์ แต่อิสลามกล่าวว่า “ส่วนมากของชาวนรกคือคนโสด” ส่วนมากที่อยู่ในนรกคือชายโสด ส่วนมากของชาวนรกคือหญิงโสด นี่คือมุมมองของอิสลามหลายศาสนามองว่าสิ่งนี้คือปมด้อยของจิตวิญญาณแต่อิสลามกลับมองเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม….!!!

ผลของการปฏิบัติตามหลักคำสอนของพะองค์

คริสต์เตียนในวันนั้นมีความมั่นใจ เตรียมตัวเตรียมใจที่จะมาถกและทำการสาบาน เรียกร้องการลงโทษจาก อัลลอฮฺ(ซบ) เขามีความมั่นใจในชัยชนะ ซึ่งเหตุผลอันหนึ่งที่พวกเขามีความมั่นใจในชัยชนะเพราะในวันนั้นอิสลามยังไม่ได้ถูกพิสูจน์สำหรับพวกเขา แต่พวกเขาคือกลุ่มชนที่เคร่งครัดในศาสนาคริสต์อย่างแท้จริง ถึงแม้จะเป็นคริสต์ที่ถูกบิดเบือนมาแล้วก็ตาม แต่มันมีผลต่อจิตวิญญาณ เนื่องจากการทำอิบาดัตอย่างอิคลาศมันมีผลต่อจิตวิญญาณของมนุษย์

กล่าวคือในการสร้างของอัลลอฮฺ(ซบ)นั้นมันมีข้อปฏิบัติที่เป็นสากลอยู่หมวดหนึ่ง คือใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติแล้วมันจะมีมรรคผลทางจิตวิญญาณในเบื้องต้น แต่ถ้าสูงส่งไปกว่านั้น อิสลามคือเงื่อนไข การศรัทธาที่ถูกต้องคือเงื่อนไข แต่มีข้อปฏิบัติบางอย่างที่ใครเอาไปปฏิบัติก็แล้วแต่มันย่อมมีผล บางครั้งการขัดเกลาจิตวิญญาณ การรำลึกถึงอัลลอฮฺ การแสวงหาพระเจ้า การเพ่งพินิจพิเคราะห์และฯลฯ …..มันมีผลต่อจิตวิญญาณและ มีผลถึงขั้นที่สามารถมีจิตสัมผัส

ในเบื้องต้นการเห็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้นั้นบางครั้งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นมุสลิม ถ้าเขาปฏิบัติหลายสิ่งหลายอย่างที่อัลลอฮฺ(ซบ)มีคำสั่งใช้ บางอาเล็มอุลามาอฺชั้นสูงอาจไปไกลมากกว่านี้ เราต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ก่อนว่าทำไมคริสต์เตียนปฏิเสธทั้งๆที่รับคำท้า มันไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวแบบมืดบอด แต่เป็นการปฏิเสธที่มาจากความหวาดกลัวที่รู้แจ้งเห็นจริง หลายสิ่งหลายอย่างที่มนุษย์ปฏิบัติที่มีผลต่อจิตวิญญาณมนุษย์ เขาก็จะได้รับมรรคผลทางจิตวิญญาณของเขาในสิ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ)สั่งให้ทำ และบางครั้งบุคคลที่สามารถมีจิตสัมผัสขั้นเบื้องต้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นมุสลิมก็ได้ อุลามาอฺบางท่านบอกว่ากาเฟรหรือมุสลิมเราจะดูตรงไหน ? พวกท่านกล่าวว่า กาเฟรหรือมุสลิมดูที่การปฏิบัติ ไม่ได้ดูที่ชื่อ…..ไม่ได้ดูที่สำมะโนครัว…….. ในวันกิยามัตบางอาเล็มอุลามาอฺบอกว่า เท่าที่เขาปฏิบัติตรงคำสั่งอิสลามเขาก็เป็นมุอฺมินเท่านั้น เท่าที่เขาฝ่าฝืนคำสั่งอิสลามเขาก็เป็นกาเฟรเท่านั้น สมมุติ การเฟรบริจาค และช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ กาเฟรมีความเมตตา กาเฟรมีความสงสาร กาเฟรมีความยุติธรรม ในวันกิยามัตเขาเป็นมุสลิมเท่าที่เขาได้ทำไปเท่านั้น ถ้ามุสลิมชื่อดอเลาะฮฺ สาแหละ อะไรก็แล้วแต่ ได้กดขี่ ตระหนี่ถี่เหนียว พูดโกหก หรือมีพฤติกรรมอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ดี ในวันกิยามัตเขาก็เป็นกาเฟรเท่านั้น นั้นคือความเป็นกาเฟรของเขา ดังนั้นบางครั้งมุสลิมหรืกาเฟรวัดกันที่การปฏิบัติ…..!!! ใครที่ได้ปฏิบัติตามอิสลามมาก ในวันกิยามัตความเป็นมุสลิมก็จะมีมากขึ้น ใครที่ปฏิบัติขัดกับคำสอนของอิสลามมาก ในวันกิยามัตความป็นกาเฟรของเขาก็จะมากกว่าความเป็นมุสลิม

ชาวคริสต์เตียนในวันนั้นในคำสั่งอื่นๆเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซบ)ถ้าเราจะมองในมุมมองของอะหฺกามแล้ว เขาปฏิบัติตามคำสั่งของนบีอีซานำมา ซึ่งแน่นอนการบิดเบือนทางศาสนานั้นส่วนมากไม่ได้บิดเบือนในเรื่องอะหฺกาม แต่มักจะบิดเบือนด้านอะกีดะฮฺ เพราะอะกีดะฮฺบางอย่างของพวกเขาอาจจะผิด แต่ความเคร่งครัดทางอะหฺกาม ทางข้อปฏิบัติ หรือพูดง่ายๆคือในหลักปฏิบัติที่ท่านบีอีซานำมานั้นเขาคือผู้เคร่งครัดที่แท้จริง อาจมีความผิดพลาดในอะกีดะฮฺที่สำคัญบางอย่าง แต่ความเคร่งครัดของพวกเขานั้นสามารถที่จะทำให้จิตใจของเขาสว่างไสว สามารถที่จะสัมผัสนรูของ อัลลอฮฺบนหน้าแผ่นดินนี้ได้

อุลามาอฺวะฮาบียอมรับเหตุการณ์มุบาฮะละฮฺ

เรื่องของมุบาฮะละฮฺเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก เป็นบทเรียนที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งที่บ่งบอกสถานภาพของมุสลิมในยุคนั้น

เรื่องราวอันนี้นั้นมีริวายัตที่ได้ถูกบันทึกไว้ในตำราของมวลมุสลิม แม้แต่อิบนุตัยมียะฮฺ หัวหน้าของวาฮาบี ก็ได้บันทึกเรื่องราวแห่งมุบาฮะละฮฺ ถึงขั้นที่ว่า “อันฟุซานา”คือ อาลี อิบนิ อาบีฏอลิบ แต่ว่าตามหลังด้วยการบิดเบือนเล็กน้อย และได้บันทึกอีกว่า “อับนาอานา” ในโองการนี้คือท่านอิมามฮาซัน(อ) อิมามฮุเซน(อ) ส่วน “นิซาอานา”คือท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ซ) “อันฟุซานา”คืออิมามอาลี(อ)

ผู้นำชาวคริสต์เตียนเห็นใบหน้าของ “อัศฮาบุลกิซาอฺ”

เมื่อเผชิญหน้ากันระหว่างสองฝ่าย ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่า กลุ่มผู้ทรงศีลผู้รักษาพรหมจรรย์แห่งชาวคริสต์เผชิญหน้ากับอะฮฺลุลบัยต(อ) ซึ่งในนั้นมีผู้บริสุทธิ์อยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อเผชิญหน้ากันและเมื่อผู้นำชาวคริสต์เตียนเห็นใบหน้าของ “อัศฮาบุลกิซาอฺ” คือท่านนบี ท่านอิมามอาลี ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอิมามฮาซัน และท่านอิมามฮุเซน(อ.)แล้ว พวกเขาได้หันมาบอกกับชาวคริสต์ทั้งหลายว่า “โอ้ชาวคริสต์ ถ้าต้องการให้ชาวคริสต์คงอยู่ในโลกนี้ต่อไปอย่าทำการ มุบาฮะละฮฺเลย” เพราะถ้าการมุบาฮะละฮฺนี้เกิดขึ้นเราก็จะพบกับความพินาศและฉันมั่นใจเสียเหลือเกินว่าจะไม่มีชาวคริสต์คนใดหลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกเลย…..!!!

เมื่อคนหนึ่งพูดขึ้น คนอื่นๆก็พูดขึ้นว่าเราก็เห็นเหมือนกับท่าน เพราะเราได้เห็นใบหน้ากลุ่มชนที่มุฮัมมัด(ซล)นำมานั้นซึ่งใบหน้าเหล่านั้นเราคิดว่าไม่ทันที่พวกเขาจะยกมือขอดุอาอฺ การลงโทษจากพระองค์อาจจะมีมาก่อนอย่างแน่นอน บ้างก็พูดว่าเราก็เห็นเช่นนั้น เมื่อบาทหลวงสูงสุดเป็นคนพูดก่อนใคร คนอื่นๆก็เห็นด้วยเช่นนั้น จึงตกลงที่จะจ่ายญิซยะฮฺ อย่างน้อยคริสต์เตียนก็ยังคงเหลืออยู่ในโลกนี้ นี่คือข้อสรุปสำคัญทางประวัติศาสตร์ในวันนั้นว่านูรของอะฮฺลุลบัยต(อ)นั้นชัดแจ้งแม้แต่กับคนที่นับถือศาสนาอื่นก็เห็นนูรรัศมีอันนั้น ด้วยกับความเคร่งครัดในศาสนาของเขา

แต่ในขณะเดียวกันบุคคลที่เป็นประชาชาติของท่านนบีมุฮัมมัดนั้นมองไม่เห็นสิ่งนี้ และข้อพิสูจน์อันนี้คือ ประวัติศาสตร์หลังจากการวะฟาตของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) ที่ได้ชี้ให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้นั้นไม่รับรู้และไม่สามารถเข้าใจได้

โองการมุบาฮะละฮฺแค่โองการเดียว เพียงแล้วในการพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)

ท่านฟัครุรอซี หนึ่งในอุลามาอฺชั้นสูงของอะฮลิซซุนะฮฺ เป็นหนึ่งอุลามาอฺในแนวหน้า ได้เขียนในเรื่องนี้ว่า “จริงๆแล้วถ้าไม่มีเรื่องราวใดในอัลกุรอานที่ชี้ให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และ ฟาฎีลัตของอะฮฺลุลบัยต(อ) แล้ว โองการมุบาฮาละฮฺเพียงโองการเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของอะฮฺลุลบัยต(อ) โดยที่ไม่มีประชาชาติอิสลามหรือสาวกคนหนึ่งคนใดที่สามารถที่จะเทียบเท่าได้” โดยเฉพาะฟาฎีลัต(ความประเสริฐ)ของท่านอะลี อิบนิ อาบีฏอลิบ ที่ท่านรอซู ลุลลอฮฺ(ซล)นำมาในตำแหน่งของ”อันฟุซานา” “ตัวตนของเรา”

“อับนาอานา”ในวันนั้นคือ อิมามฮาซัน และอิมามฮุเซน(อ)เท่านั้นที่ถูกเลือก ในนามของบุตรแห่งอิสลาม

“นิซาอานา”แม้โองการลงมาในรูปของพหูพจน์ เหล่าสตรีของเรา แต่สตรีที่อัลลอฮฺทรงเลือกมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นสตรีของเรา และเป็นสตรีแห่งอิสลาม นั้นคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ฮ) ซึ่งเป็นโองการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่จะชี้ให้เห็นถึงสถานภาพของอะฮฺลุลบัยต(อ) นอกจากนั้นยังมีมิติและมุมมองอย่างมากมาย โดยเฉพาะ “นิซาอานา” ที่มีเพียงท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ซ)เท่านั้นที่ถูกยอมรับจากอัลลอฮฺ(ซบ) ที่พร้อมที่จะมาเป็นเดิมพันของอิสลาม แต่หาใช่ว่าคนอื่นๆจะไม่ดีทั้งหมด ….!!! เนื่องจากว่ามีสตรีที่ดีมากมาย แต่ยังไม่เพียบพร้อมสมบรูณ์พอที่จะมาเป็นเดิมพันของอิสลามได้ และโดยเฉพาะสถานภาพของท่านอิมามอาลี(อ) ที่มาให้สถานภาพของ”อันฟุซานา”

“อันฟุซานา” ในวันแห่งการมุบาฮะละฮฺที่ท่านนบีนำมาในสถานะของตัวตนในวันนั้น ถ้าเราไม่อธิบายทัศนะของอุลามาอฺ เราจะจะอธิบายตามฮาดิษที่ท่านนบีได้เตรียมเอาไว้ ทั้งก่อนเหตุการณ์และหลังเหตุการณ์นี้ เป็นเครื่องพิสูจน์เพียงพอว่า “อันฟุซานา”ตรงนี้แปลว่าอะไร ??? ฮาดิษมีอย่างมากมายทั้งในตำราของพี่น้องอะฮฺลิซซุนนะฮฺ เช่น

“ยาอาลี อันตา มินนี วะ อะนา มินกะ” “โอ้อาลีเจ้ามาจากฉัน และฉันมาจากเจ้า” “ละฮ์มุกะ ละฮฺมี” เนื้อของเจ้าคือเนื้อของฉัน”

“ดัมมุกะ ดัมมี”เลือดของเจ้าคือเลือดของฉัน” ” รูฮูกะ รูฮี” รุฮของเจ้าคือรุฮของฉัน”

ฮาดิษในลักษณะนี้มีเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งถึงความเป็นหนึ่งเดียวในทุกเรื่อง “ฮัรบุกะ ฮัรบี” คนที่เป็นศัตรูและทำสงครามกับเจ้า เขากำลังทำสงครามกับฉัน

“ซิลมุกะ ซิลมี” คนที่สันติและจงรักภักดีต่อเจ้า เขากำลังจงรักภักดีต่อฉัน ซึ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าท่านอิมามอะลี(อ)มีความเป็นหนึ่งเดียวในทุกๆเรื่อง และไม่ใช่พิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวทางจิตวิญญาณเท่านั้น แม้แต่ความเป็นหนึ่งเดียวทางกายภาพท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล)ก็พยายามพิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวท่านกับอาลี อิบนิ อาบีฏอลิบ มาแล้ว ตรงที่กล่าวว่า “ละฮฺมุกะ ละฮฺมี” เลือดเนื้อของเจ้าคือเลือดเนื้อของฉัน” ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของจิตวิญญาณ

คำว่า “ละฮฺ”แปลว่าเนื้อ ความเป็นหนึ่งเดียวทางกายภาพ ท่านรอซุลุลลอฮฺ(ซล)ก็ได้บอกไว้ “ดัมมุกะ ดัมมี” “เลือดของเจ้าคือเลือดของฉัน” เลือดก็คือเรื่องของกายภาพ

ดังนั้นนั้นการพิสูจน์ความเป็นหนึ่งเดียวของท่านอิมามอาลี(อ)กับท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล)นั้นเป็นการพิสูจน์ทุกแง่มุมของการมีอยู่ ไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบในเชิงของการอุปมาอุปมัย เพราะหลายฮาดิษก่อนหน้านี้เป็นตัวบ่งบอก ว่าท่านนบีต้องการที่จะพิสูจน์อะไร

“ฮัรบุกะ ฮัรบี” ฮาดิษเป็นการพิสูจน์ในเชิงนามธรรม”คนที่ทำสงครามกับเจ้าเขากำลังทำสงครามกับฉัน”

“ซิลมุกะ ซิลมี””คนที่สันติกับเจ้า เขาสันติกับฉัน” คือหนึ่งเดียวในทุกแง่มุม หนึ่งเดียวในทุกเรื่อง “ “ลาตุอัดดี มินนี อิลลา อันตา กะนัฟซี” ไม่มีใครทำหน้าที่แทนฉันได้นอกจากเจ้า เหมือนกับฉันทำเอง “กะนัฟซี” เหมือนกับฉันทำเอง เหมือนตัวตนของฉัน หน้าที่ทั้งหมดเจ้าสามารถที่จะทำแทนได้ทุกประการ

“อานา วะอาลี มิน ชะญารอติลวาฮิดะฮฺ” ฉันกับอาลีมาจากต้นไม้ต้นเดียวกัน” “ตีนุกะ ตีนี”ดินที่ปั้นเจ้าก็คือดินก้อนเดียวที่ปั้นฉัน” มนุษย์คนอื่นๆมาจากดินที่แตกต่างกัน อิมามอาลีกับนบีนั้นมาจากดินก้อนเดียวกัน ดั้งนั้นถ้าเราเอาฮาดิษต่างๆมารวมกันทั้งหมด เราก็จะเข้าใจว่า “อันฟุซานา”ที่นบีบอกว่าอาลีคือ”อัฟุซานา” ได้อย่างชัดเจนสมบูรณ์

อัลกุรอานฉบับแปลภาษาไทย ของครูต่วนสุรศักดิ์ เมื่อถึงคำว่า”อัฟุซานา”ก็วงเล็บว่าหมายถึงท่านอิมามอะลี เป็นการรายงานที่เอกฉันท์ ไม่มีอาเล็มอุลามาอฺซุนนีคนใดที่สามารถปฏิเสธเหตุการณ์แห่งมุบาฮะละฮฺได้

 

ติดตามอ่านต่อ สาบานพิสุทธิ์ (ตอนที่ 4)

สาบานพิสุทธิ์ (ตอนที่ 4)