อิมามคอเมเนอี อธิบาย 6 ประเด็นสำคัญ จากพินัยกรรมของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ) ผู้สถาปนารัฐอิสลามอิหร่าน

44

ประเทศอิหร่าน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยประชากรวัยหนุ่มสาว ที่ถือกำเนิดภายหลังจากชีวิตอันจำเริญของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ) ได้สิ้นสุดลง พวกเขาเกิดหลังจากที่ท่านเสียชีวิตลงแล้ว หรือยังเป็นเด็กเล็กในห้วงเวลานั้น แต่กระนั้นเยาวชนคนหนุ่มสาวที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ ซึ่งอาศัยอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ของประเทศ กลับหลงรักท่านอิมาม และอนุสรณ์เรื่องราวของท่านเป็นอย่างมาก ราวกับว่าพวกเขาเคยใช้ชีวิตเคียงข้างท่านมาโดยตลอด ดังที่เรากล่าวในคำวิงวอนของเรา ในการนมาซญะมาอัต: “เราขออุทิศศรัทธาแด่ท่าน อย่างบริสุทธิ์ใจและโดยชอบธรรม แม้ไม่อาจมองเห็นท่านก็ตาม”

พวกเขาเพลิดเพลินกับการมีศรัทธาที่บริสุทธิ์และจริงใจ แม้ไม่ได้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับท่านอิมาม และไม่ได้มีโอกาสรับฟังคำปราศรัยของท่าน: นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประชาชาติอิหร่านเท่านั้น ทว่าในหลายภาคส่วนของโลก ตลอดจนในประเทศมุสลิมต่างๆ ก็มีผู้คนมากมาย ที่มีความรู้สึกเดียวกันต่อท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ)

ความเป็นจริงนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยสองประการ: ประการแรก คือความยิ่งใหญ่ของท่านอิมาม และบุคลิกลักษณะต่างๆ ของท่าน ซึ่งหาตัวจับได้ยากในยุคปัจจุบัน และในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย; อีกประการหนึ่ง คือความยิ่งใหญ่ของการปฏิวัตินี้ มันคือความยิ่งใหญ่ของการกระทำหนึ่ง ที่ท่านอิมามผู้มีจิตเอื้อเฟื้อของเรา ได้บรรลุผลสำเร็จในยุคสมัยปัจจุบัน โดยอาศัยความศรัทธา ความมีไหวพริบที่เฉียบแหลม และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของท่าน การกระทำนี้ คือการเริ่มต้นการปฏิวัติอิสลาม และการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามของท่าน ความยิ่งใหญ่ของการปฏิวัตินี้ บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของท่านอิมามผู้มีจิตเอื้อเฟื้อของเรา การปฏิวัติของอิหร่าน เป็นปาฏิหาริย์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า[…]

ท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ได้ทิ้งไว้ซึ่งแนวทางชี้นำสำหรับประชาชาติของเราตลอดกาล ด้วยวาทกรรม และการกระทำของท่าน — หมายความว่า คำพูดของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ) นำทางเราผ่านทุกช่วงเวลายากลำบากของชีวิต และพินัยกรรมของท่าน ก็เป็นหนึ่งในมรดกทางศีลธรรมที่ดีที่สุด และมีอิทธิพลมากที่สุดในยุคของท่าน จึงขอแนะนำให้ประชาชน เจ้าหน้าที่ต่างๆ และเยาวชนทุกคนค้นคว้าศึกษาพินัยกรรมของท่านในช่วงเวลาต่างๆ และใคร่ครวญไปยังมัน

6 ประเด็นสำคัญ จากพินัยกรรมของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ) ตามการอธิบายของอิมามคอเมเนอี ได้แก่:

1.การปฏิวัติอิสลาม คือ การปฏิวัติแห่งพระผู้เป็นเจ้า

ข้าพเจ้าขออ้างถึงบางประเด็นที่กล่าวไว้ในพินัยกรรมของท่านอิมามโคมัยนี(ร.ฎ.) ซึ่งเปี่ยมล้นด้วยความหมายที่เป็นประโยชน์

ประเด็นแรก คือ การที่ท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ได้ยืนยันในพินัยกรรมของท่าน เกี่ยวกับความจริงที่ว่า การปฏิวัติอิสลามนี้ เป็นการปฏิวัติอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า(ซ.บ.) และมีรากฐานอยู่บนเจตจำนงของประชาชนเป็นหลัก การปฏิวัติอิสลามเป็นของประชาชน ซึ่งหมายความว่า ไม่มีบุคคล, ชนชั้นทางสังคม หรือกลุ่มคนใดก็ตาม จะสามารถและควรอ้างว่าเป็นเจ้าของการปฏิวัตินี้ โดยถือว่าผู้อื่นเป็นเพียงองค์ประกอบเสริม

หากผู้ใดจะอ้างว่าเป็นเจ้าของการปฏิวัตินี้แล้วไซร้ ท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ย่อมเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุดที่สมควรได้รับกรรมสิทธิ์นั้น การปฏิวัตินี้ เกิดจากความมุ่งมั่นและบุคลิกภาพของท่าน แต่ถึงกระนั้นท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) กลับถือว่าบทบาทของตนมีน้อยนิดเป็นอย่างมาก และถือว่าการปฏิวัตินี้ เป็นความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า(ซ.บ.)

นี่เป็นสาระสำคัญที่โดดเด่นประการหนึ่ง ในถ้อยแถลงต่างๆ ของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ซึ่งถูกเน้นย้ำและระบุไว้ในพินัยกรรมของท่านด้วยเช่นกัน ดังนั้น ประชาชนจึงถือเป็นเจ้าของการปฏิวัตินี้ การปกป้องของขวัญอันศักดิ์สิทธิ์นี้ เป็นหน้าที่ที่ต้องแบกรับเหนือบ่าของทุกๆคน ประชาชนต้องถือว่าตนคือผู้พิทักษ์การปฏิวัติ

อัตลักษณ์ และนัยสำคัญของการปฏิวัตินี้ เกิดจากหลักการ ทิศทาง และค่านิยมของมัน [ซึ่ง] ดำรงอยู่เสมอ — และจะคงมีอยู่ตลอดไป — บุคคลบางคนที่พยายามเปลี่ยนแนวคิดของการปฏิวัติ ภายใต้ข้ออ้างว่า “เงื่อนไขมีการเปลี่ยนแปลง” นั้น พวกเขาพยายามแยกแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและความยุติธรรมทางสังคมออกจากการปฏิวัติพวกเขาพยายามทำให้การปฏิวัติว่างเปล่าจากแนวโน้มในการต่อสู้กับต่างชาติ [ที่หมายจะแทรกแซง] ความเป็นเจ้าโลก และระบอบอัตตาธิปไตยที่เป็นเผด็จการ

พวกเขาอาจก้าวเข้าสู่สังเวียนด้วยแรงจูงใจที่หลากหลาย และภายใต้ข้ออ้างต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสโลแกน และแรงบันดาลใจของการปฏิวัติ ผู้คนต้องตื่นตัว: พวกเขาต้องรู้ว่า การปฏิวัตินี้มีชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากค่านิยมของมัน — ความเป็นอิสลาม การยึดมั่นในหลักการทางศาสนา การต่อต้านความเป็นเจ้าโลก และความอหังการ และการสนับสนุนผู้ถูกกดขี่ อย่างจริงใจและเปิดเผย ไปทั่วทั้งโลก คือ ค่านิยมที่สำคัญที่สุดในบรรดาสโลแกนที่จารึกไว้บนธงชัยแห่งการปฏิวัตินี้

ความจริงที่ว่า การปฏิวัตินี้เป็นของประชาชนทั่วไป เป็นหนึ่งในหลักการที่ดีที่สุดของการปฏิวัติ ในเรื่องนี้ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นทางสังคมชนชั้นหนึ่งชนชั้นใดเป็นการเฉพาะ

2.คำทำนายว่าด้วยการแผ่ขยายของการปฏิวัติอิสลามไปทั่วโลก

ประเด็นที่สองนี้ เกี่ยวข้องกับคำทำนาย ในพินัยกรรมของท่านอิมาม ที่กล่าว่า การปฏิวัติจะแผ่ขยายไปยังที่อื่น และจะปลดปล่อยโลกมุสลิมจากเงื้อมมือของพวกล่าอาณานิคม นั่นคือคำทำนายที่ท่านอิมามผู้มีจิตเอื้อเฟื้อของเราได้ทำนายไว้

เมื่อเราเฝ้ามองไปยังความเป็นจริงบนหน้าแผ่นดิน ในวันนี้ เราเห็นว่า คำทำนายของท่านบรรลุผลแล้ว ในทัศนะของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) — การปฏิวัตินี้ ไม่เหมือนกับการปฏิวัติอื่นๆ — มันมิได้ถูกสถาปนาขึ้น เพื่อที่จะแผ่ขยายมันออกไป ด้วยการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งในประเทศอื่นๆ หรือ ผ่านการส่งกองกำลังทหาร หรือโดยการแพร่ขยายการก่อการร้าย

การเผยแพร่การปฏิวัติในหมู่ประชาชาติอื่น ๆ นั้น จะเป็นที่ตระหนักรู้ได้ โดยผ่านการแสดงเป็นต้นแบบ ในส่วนของสาธารณรัฐอิสลาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประชาชาติอิหร่าน ควรช่วยให้สาธารณรัฐอิสลาม บรรลุจุด และตำแหน่ง ที่เมื่อชาติอื่นมองดูไปยังมัน พวกเขาเหล่านั้นจะถูกเติมเต็มไปด้วยความรู้สึกกระตือรือร้น และมีพลังใจส่งเสริมให้ดำเนินรอยตาม ความคิดริเริ่มดังกล่าว จะเกิดขึ้นผ่านการเผยแพร่คำสอนอิสลาม ผ่านการสนับสนุนสาธารณะของกลุ่มผู้ถูกกดขี่ในโลกมุสลิม และผ่านการสนับสนุนประเทศที่ถูกกดขี่ ซึ่งถูกกดขี่โดยอำนาจที่อธรรม และหยิ่งยโส นั่นคือสิ่งที่เราหมายถึง [เมื่ออ้างถึง] การแพร่ขยายการปกครองแบบอิสลาม และมันก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ทุกวันนี้ ชาติอื่นๆ ทั่วโลก ต่างให้ความสนใจไปยังประชาชาติอิหร่าน พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจและแรงผลักดันจากชาติของเรา ปัจจุบัน หลักการต่อต้านการครอบงำ (anti-domination principals) ของประเทศอิหร่านได้แพร่กระจายไปยังทุกส่วนของโลกมุสลิม หากคุณเดินทางไปยังประเทศมุสลิมต่างๆ คุณจะสังเกตเห็นว่า ผู้คนของพวกเขามีความคิดเห็นอย่างจริงจัง เกี่ยวกับความเชื่อ แรงจูงใจ และแรงบันดาลใจของคุณ(ชาวอิหร่าน) โดยไม่คำนึงว่ารัฐบาลของพวกเขาจะเป็นอย่างไร พวกเขาชื่นชมสโลแกนของเรา ที่ต่อต้านการกดขี่ เครือข่ายไซออนิสต์ที่เหมือนงู และความเป็นเจ้าโลก (hegemony) พวกเขาชื่นชมคำขวัญที่เราตะโกนสนับสนุนผู้ถูกกดขี่และชาวปาเลสไตน์ นี่คือสิ่งที่ประชาชาติมุสลิมคิด

พฤติกรรมของพวกเขา บ่งชี้ถึงการแผ่ขยายของการปฏิวัติอิสลาม อย่างที่คุณมองเห็นได้ แม้แต่มุมมองของประเทศเราเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ – ข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศอิหร่านยืนหยัดต่อแรงกดดันของศัตรู และเรียกร้องความชอบธรรม – ประเด็นนี้ ถูกสะท้อนให้เห็นได้ในโลกอิสลาม: ในลักษณะที่ส่งผลให้บรรดามุสลิม และประเทศอาหรับต่าง ๆป่าวประกาศว่า พลังงานนิวเคลียร์ได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับประเทศอาหรับทั้งหมด

ทั้งมิตร และศัตรูของประชาชาติอิหร่าน ต่างยอมรับว่า คำทำนายของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) เกี่ยวกับการแผ่ขยายของการปฏิวัติ เป็นที่ประจักษ์ชัดในวันนี้ ตัวอย่างหนึ่ง คือ ประเด็นปัญหาปาเลสไตน์ — เช่นเดียวกับประเทศอิหร่านทุกประเทศล้วนมีความเห็นอกเห็นใจต่อประชาชาติปาเลสไตน์ [และ]เช่นเดียวกับประเทศอิหร่าน ทุกประเทศ ถือว่าระบอบปกครองของ “อิสราเอล” เป็นอำนาจที่ผิดกฎหมาย และถูกบังคับใช้ในภูมิภาคนี้ แน่นอน รัฐบาลหลายแห่ง ไม่สนับสนุนประชาชาติของตน: ความเฉื่อยชาดังกล่าวนั้น เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ “อิสราเอล” แข็งแกร่งขึ้น ระบอบไซออนิสต์ไม่มีอำนาจภายในที่จะยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ปัจจุบัน มีสองปัจจัยที่ช่วยให้ระบอบไซออนิสต์ยืนอยู่ได้หนึ่งคือการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขและไร้ยางอายของสหรัฐฯ ที่มีให้แก่ระบอบปกครองอันเสื่อมทรามนี้ และอีกประการหนึ่ง คือ ความขาดแคลนการสนับสนุนไปยังชาวปาเลสไตน์ในส่วนของรัฐบาลอาหรับและบรรดามุสลิม น่าเสียดายที่รัฐบาลมุสลิมส่วนใหญ่ ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์เท่าที่ควร และไม่ปรองดองกับประชาชนของตน[ในการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์]

3.การปฏิวัติอิสลาม คือปัจจัยที่เอื้อให้เกิดนวัตกรรมและผลักดันความเจริญก้าวหน้า

ประเด็นสำคัญประการที่สาม – ซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศชาติและคนหนุ่มสาวของเรา – ในพินัยกรรมของท่านอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) และในถ้อยแถลงที่ท่านกล่าวไว้ในช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิตอันจำเริญของท่าน กล่าวคือ การปฏิวัติอิสลามช่วยให้ประเทศชาติของเราเจริญก้าวหน้า การปฏิวัติอิสลามเอื้อให้เกิดนวัตกรรม ในส่วนหนึ่งของประชาชาติอิหร่าน ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่ศัตรูอิสลามได้โพนทะนามาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ศัตรูของอิสลามถือว่า ศาสนาขัดแย้งกับความก้าวหน้า พวกเขาตั้งสมมติฐานเอาเองว่า หากชาติหนึ่งต้องการบรรลุความก้าวหน้า ก็ต้องละทิ้งศาสนาและกลายเป็นอย่างตะวันตกโดยสิ้นเชิง –พวกเขาพยายามเป็นเวลาหลายทศวรรษ เพื่อปลูกฝังความเชื่อนี้ให้กับประชาชาติอิหร่าน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตของท่านอิมาม — และในพินัยกรรมของท่าน — อิมามผู้มีจิตเอื้อเฟื้อของเรา ได้เน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า จิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติ คือจิตวิญญาณแห่งความก้าวหน้าและนวัตกรรม — นั่นคือสิ่งที่ชาวอิหร่านได้ประสบพบ

ประชาชาติอิหร่านเชื่อมั่นในความสามารถของตนในวันนี้ ผู้คนมีความมั่นใจมากพอที่จะเข้าสู่เวทีวิทยาศาสตร์และการเมือง เมื่อใดก็ตาม ที่ประเทศอิหร่านเข้าสู่เวทีหนึ่งอย่างจริงจัง ก็สามารถประสบผลสำเร็จในการเป็นผู้นำ [ในเวทีนั้นๆ]ได้ สถานะของเราในด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ อิทธิพลทางการเมือง และบารมีระหว่างประเทศนั้นเทียบไม่ได้กับยุคก่อนการปฏิวัติ ประชาชาติในยุคนี้ได้ตื่นตัวขึ้นแล้ว: มันได้รับการฟื้นฟู: ทั้งหมดนี้ เกิดจากการปฏิวัติ ยิ่งจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัตินี้ได้รับการฟื้นฟูและยิ่งมีพลวัตมากเท่าใด จิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ก็ยิ่งได้รับการฟื้นฟูมากขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับการปฏิวัติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่

ตลอดการปฏิวัติอิสลาม และการก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลาม อิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ได้ให้แนวทางกึ่งกลางระหว่าง “การถูกมอมเมาให้เป็นอย่างตะวันตก” (Westoxication) และความล้าหลัง — ก่อนหน้านั้น ประเทศต่าง ๆ เชื่อว่า พวกเขาจะต้องอยู่อย่างโง่เขลา หรือกลายเป็นคนตะวันตก แต่อิมามได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีหนทางที่เที่ยงตรง ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าโดยปราศจาก “การถูกทำให้เป็นตะวันตก” หรือตกเป็นเหยื่อของตะวันตก — คนหนุ่มสาวผู้เป็นที่รักเพื่อช่วยให้ประเทศชาติของคุณเจริญก้าวหน้า คุณต้องเดินไปบนวิถีทางอันเที่ยงตรงนี้อย่างเหนียวแน่นที่สุด คุณจะสามารถขจัดอุปสรรคทั้งหมดที่ขวางทางได้ ด้วยการพึ่งพาอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง และพลังภายในของคุณ […]

4.ความจำเป็นในการให้ความสนใจไปยังสงคามเย็น และสงครามจิตวิทยาของศัตรู

อีกประเด็นหนึ่งที่โดดเด่น ในพินัยกรรมของท่านอิมาม คือความจำเป็นในการให้ความสนใจไปยังสงครามเย็น (cold war) และสงครามจิตวิทยา (psychological war) ที่ดำเนินการโดยศัตรู เมื่อใดก็ตาม ที่ศัตรูล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายในทางปฏิบัติ พวกศัตรูจะใช้สงครามจิตวิทยาเพื่อทำให้ประชาชาติต่างๆ ขวัญเสีย หมดกำลังใจ และเติมเต็มหัวใจของพวกเขาด้วยความสิ้นหวัง โดยผ่านสงครามจิตวิทยาและการข่มขู่ ศัตรูพยายามโน้มน้าวให้ประเทศอื่นยุติการยืนหยัดต่อสู้ สิ่งนี้ให้ความหมายเดียวเท่านั้น คือ พวกเขาไม่สามารถต้านทานประชาชาติของเราในสมรภูมิภาคปฏิบัติ [ที่ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความเป็นจริง]ได้ สงครามจิตวิทยาของศัตรูเริ่มขึ้นในช่วงแรกๆ หลังการปฏิวัติอิสลามและดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ บางครั้งพวกเขา [ศัตรู] กล่าวว่า การปฏิวัติจะอยู่ได้ไม่เกินสองเดือน และบางครั้งพวกเขากล่าวว่า จะดำรงอยู่เพียงสองปี [ทว่า] เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว ที่การปฏิวัติของเราดำเนินต่อไปอย่างเต็มกำลัง และหลอมรวมประชาชาติอิหร่านให้เป็นปึกแผ่น มีความหวัง และมีพลังมากยิ่งขึ้น

วันนี้ พวกเขากำลังทำสงครามจิตวิทยาในรูปแบบต่างๆ พวกเขาต้องการโน้มน้าวประชาชาติอิหร่านและเยาวชนชาวอิหร่านว่า พวกเขาไม่สามารถบรรลุสิ่งใดได้ หากปราศจากการยึดโยงไปยังมหาอำนาจที่ครอบงำ นี่คืออันตรายร้ายแรงที่ท่านอิมามได้เรียกรัองความสนใจจากเรา ศัตรูไม่ยอมรับความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของประชาชาติเรา! — การปฏิวัติได้เอาชนะอุปสรรคต่างๆ มากมายตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้ใดก็ตามขุดค้นประวัติศาสตร์การปฏิวัติต่างๆของโลก พวกเขาจะประจักษ์ว่า มันแทบไม่มีการปฏิวัติใด ที่จะเผชิญกับอุปสรรคมากมายในวิถีแห่งประชาชาติ และในการปฏิวัติ เมื่อเทียบเคียงกับการปฏิวัติของอิหร่าน นอกจากนี้ การปฏิวัติอื่น ๆ มักจะถูกสกัดกั้นโดยอุปสรรคเหล่านี้ และท้ายที่สุดก็ยอมจำนนต่อศัตรู ซึ่งแตกต่างจากประชาชาติอิหร่าน [ที่ไม่ยอมศิโรราบต่อศัตรู]

การปฏิวัติของเราสามารถดำเนินต่อไป และบรรลุจุดสูงสุดที่ยิ่งใหญ่ได้ ทั้งๆ ที่มีการคุกคาม การคว่ำบาตร มาตรการที่เป็นปรปักษ์ อุบาย และการขัดขวางอย่างมากมาย การปฏิวัติกำลังรอคอยที่จะไปถึงยอดเขาที่สูงขึ้น และกำลังดำเนินไปอย่างขมักเขม้น ศัตรูทั้งหลายกระสัน ที่จะนำเอาแรงจูงใจนี้ออกไปจากประชาชาติอิหร่าน

ข้าพเจ้าอยากจะบอกกับคนหนุ่มสาวที่รักของเรา ผู้ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในมหาวิทยาลัยในวิทยาลัยอิสลาม ในโรงงานอุตสาหกรรม ในสาขาเกษตรกรรม และวิทยาศาสตร์ หรือในด้านศิลปะ ว่าพวกเขามาครึ่งทางแล้ว พวกเขาต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ นานัปการ แต่พวกเขาก็ยังบรรลุความอดทนได้ เหล่าเยาวชนอันเป็นที่รัก สามารถเดินทางไปบนอีกครึ่งหนึ่งของเส้นทางได้ — [แม้น] ศัตรูต้องการขัดขวางคุณจากการย่างก้าวไปบนเส้นทางอีกครึ่งที่สำคัญนี้ และไปถึงยอดเขา — ทว่าด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า คุณจะสามารถบรรลุการกระทำเช่นนั้นได้ เฉกเช่นที่คุณได้พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพพอที่จะกระทำมัน […]

5.คำเตือนแด่คนหนุ่มสาวโดยเฉพาะเกี่ยวกับกลอุบายของศัตรู

มีอีกประเด็นหนึ่งในพินัยกรรมของท่านอิมามผู้มีจิตเอื้อเฟื้อของเรา ซึ่งเป็นคำเตือนแก่คนหนุ่มสาวเกี่ยวกับ กลอุบายที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ หากคนหนุ่มสาวในประเทศ มุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศของตนให้ก้าวไปข้างหน้าพวกเขาจำต้องมีชีวิตชีวา มีพลวัต มีสุขภาพดี มีความเข้มแข็ง และมีความกระตือรือร้นในการทำงาน และในการสร้างความก้าวหน้า — [ฉะนั้น] เพื่อเป็นการทำลายจิตวิญญาณนี้ในคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านของเรา พวกเขา [ศัตรู] จึงพยายามทำให้หนุ่มสาวของเราสิ้นขวัญกำลังใจ ด้วยการวางแผนกลอุบายต่างๆ การแพร่กระจายการทุจริต การส่งเสริมให้ทำผิดศีลธรรม กาคเผยแพร่ยาเสพติด และการจัดตั้งกลุ่มเกลียดชัง เยาวชนคนหนุ่มสาวชาวอิหร่าน ควรจะต้องตื่นตัวเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน การต่อสู้อย่างแน่วแน่กับการใช้ยาเสพติดโดยเจ้าหน้าที่ของสาธารณรัฐอิสลาม ถือเป็น ญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการเคลื่อนไหวที่หยั่งรากลึก เพื่อช่วยให้ประชาชาติอิหร่านก้าวไปข้างหน้า

พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดพลวัตของคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านในเวิร์กช็อป ในห้องทดลอง ในมหาวิทยาลัย ในเวทีวิทยาศาสตร์ และในสาขาเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เยาวชนที่หลงระเริงไปกับความต้องการทางเพศหรือยาเสพติด จะปราศจากอารมณ์ทำงาน หรือไม่มีใจคอที่จะขบคิดสร้างสรรค์ เยาวชนที่ติดการเสพติดดังกล่าว ไม่มีแรงทำงานและไม่มีความสุขกับนวัตกรรม หรือความมุ่งมั่นที่มากพอ ทุกวันนี้ เราควรต่อสู้กับแผนการที่เป็นระบบ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนชาวอิหร่านหลงระเริงไปกับความปรารถนาทางกามารมณ์ ยาเสพติด และความบันเทิงทางเพศต่างๆ เหล่านี้เป็นแผนการที่อันตรายอย่างยิ่ง

อันดับแรก มันขึ้นอยู่กับประชาชน ตัวของพวกเขาเอง โดยเฉพาะเหล่าเยาวชน ที่จะต้องต่อสู้กับแผนการเหล่านั้นเยาวชนต้องอยู่ในการระมัดระวัง ศัตรูพบว่า ความเคร่งครัดในศาสนา และศรัทธาอย่างแรงกล้าของเยาวชนชาวอิหร่านจะช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าในด้านต่างๆ: ศัตรูจึงต้องการบ่อนทำลายปัจจัยนี้ ท่านอิมามได้ส่งสัญญาณเตือนในเรื่องนี้ [ในพินัยกรรมของท่าน] ท่านเตือนเหล่าเยาวชน บรรดามหาวิทยาลัย และวิทยาลัยอิสลามทั้งหมดให้ระวังแผนการดังกล่าว การหลอกลวง และทำให้เยาวชนอ่อนแอ มีความหมายเท่ากับกับการทำให้ชาติเสื่อมเสียประชาชาติทั้งหมดต้องรู้สึกรับผิดชอบร่วมกัน และเจ้าหน้าที่จะต้องพยายามอย่างจริงใจ และมุ่งมั่นในเรื่องนี้ นี่คือญิฮาดที่ยิ่งใหญ่ […]

6.การยืนหยัดต่อสู้ คือ ทางเลือกเดียวในการเผชิญหน้ากับมหาอำนาจครอบงำ และคุกคามโลก

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ถูกกล่าวถึงในพินัยกรรม และคำปราศรัยของท่านอิมาม คือประเด็นของการเผชิญหน้ากับทรราชทั้งหลายในโลก แน่นอนว่า มีมหาอำนาจครอบงำ และคุกคามโลกมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ตลอดจนเครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ได้อำนวยความสะดวกในการครอบงำนี้ ผลก็คือ คุณจะเห็นได้ว่า อเมริกาต้องการกอบโกยโลกทั้งหมด สหรัฐอเมริกาส่งกองกำลังของตนไปทั่วโลกภายใต้ข้ออ้างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ที่ตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใดก็ตาม ราวกับว่าผลประโยชน์ของพวกเขา ดีกว่าผลประโยชน์ของคนทั้งโลก และของทุกประชาชาติ

เราควรตอบสนองต่อการกลั่นแกล้ง ความดันทุรัง และการล่วงละเมิดนี้อย่างไร? มีสองปฏิกิริยา: หนึ่งคือการต่อต้าน; อีกประการ คือการยอมจำนน การยอมจำนนต่ออันธพาลโลกเหล่านี้ มีแต่จะกระตุ้นให้พวกเขาเพิ่มความก้าวร้าว การยอมจำนนของประเทศชาติทั้งหลาย ของเหล่านักการเมืองโลก และปัญญาชนจากชุมชนต่างๆ ต่อการคุกคามของมหาอำนาจโลกที่หยิ่งผยอง กระตุ้นให้พวกเขายกระดับการกลั่นแกล้งขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงไม่มีทางเลือกอื่นใด สำหรับประเทศต่างๆ นอกเสียจากการยืนหยัดต่อสู้ หากประเทศใดต้องการขจัดแรงกดดันจากผู้รุกราน — และในวันนี้ คือการระรานข่มเหงของสหรัฐฯ — จะต้องยืนหยัดต่อสู้กับสหรัฐฯ ด้วยความเข้มแข็งและความแน่วแน่

เพียงแค่การพิจารณาไปยังพฤติกรรมของรัฐบุรุษอเมริกัน – ประธานาธิบดีสหรัฐ และสมาชิกคณะรัฐมนตรีของพวกเขา- และโดยการสังเกตวาทกรรมของพวกเขา ลักษณะการพูดของพวกเขา คล้ายกับบุคลลวิกลจริต: พวกเขาคุกคาม; พวกเขาสั่งลอบสังหาร พวกเขาใส่ร้าย; พวกเขาขอความช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง พวกเขาโจมตีเสถียรภาพและความมั่นคงของชาติอื่น พวกเขาควบม้าไปมาเหมือนคนฟั่นเฟือนเสียสติ พฤติกรรมของพวกเขาไม่ใช่ลักษณะของนักการเมืองที่มีเหตุผลและชาญฉลาด แน่นอนว่าพฤติกรรมนี้ ส่วนใหญ่แล้ว มีสาเหตุมาจากการสะท้อนความล้มเหลวของอเมริกาในส่วนต่างๆ ของโลก: ความล้มเหลวในอัฟกานิสถาน และอิรัก พวกเขาเข้าสู่อิรักและอัฟกานิสถานด้วยคำมั่นสัญญาเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน วันนี้ เวลาล่วงเลยมาหลายปี สถานการณ์ใน 2 ประเทศนี้รุนแรงจนกระทั่ง ไม่มีชาติใดอยากตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ความไม่มั่นคง ความยากจน การครอบงำที่เพิ่มขึ้นของอำนาจที่เย่อหยิ่ง การทำลายผลประโยชน์ของชาติ การไม่คำนึงถึงสิทธิของประชาชน และความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการบรรลุเป้าหมายที่พวกเขาเคยประกาศไว้ หรือ แรงจูงใจภายในที่พวกเขาไม่ได้ประกาศ ก็มีปรากฏอยู่ทั่วไปที่นั่นความล้มเหลวเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นได้จากพฤติกรรมของนักการเมืองอเมริกัน และในความบาดหมาง ความไม่ลงรอยกัน และในการตัดสินใจของพวกเขา นั่นคือพฤติกรรมของเหล่าอันธพาลโลก

เราควรทำอย่างไร ในการเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งนี้? คำแนะนำของท่านอิมาม คือ การยืนหยัดต่อสู้ — โชคดีที่วันนี้ ทุกกลุ่มการเมืองในประเทศแสดงความจงรักภักดีต่อวิถีทางของท่านอิมาม นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เปี่ยมด้วยความจำเริญ ซึ่งมิใช่กรณีที่เกิดขึ้น ในบางยุค (ภายหลังการปฏิวัติ) ซึ่งมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่มออกมาพูดอย่างเปิดเผยถึงการหันหลังให้กับเส้นทางของท่านอิมาม โชคดี ที่ทุกวันนี้ กลุ่มการเมืองในประเทศของเราพูดถึงของความโน้มเอียงของพวกเขาที่มีไปยังแนวคิด และวิถีทางของท่านอิมาม หนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นที่สุด เมื่อคำนึงถึงวิถีทางของท่านอิมาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นในพินัยกรรมและข้อคิดเห็นทั้งหมดของท่าน คือความต้องการที่จะยืนหยัดต่อสู้อย่างแน่วแน่ต่ออำนาจที่เย่อหยิ่ง และละโมบโลภมาก

ประชาชาติอิหร่าน และกลุ่มการเมืองที่หลากหลายต่างๆ ตลอดจนชนชั้นนำในประเทศ ซึ่งจงภักดีต่อท่านอิมามแนวคิดและการตัดสินใจของท่าน จะต้องปกป้องจุดยืนนี้อย่างเต็มกำลัง ท่านอิมามเอง ก็มีเจตคติคล้ายกัน ท่านไม่เคยหยุดสนับสนุนผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก

โดยการสบประมาทของท่านที่มีต่อผู้กดขี่โลก ท่านมักอ้างถึงปัญหาปาเลสไตน์ว่าเป็น “ประเด็นที่เป็นใจกลางสำคัญสำหรับตลอดทุกช่วงเวลา” ในพินัยกรรมและคำปราศรัยของท่าน ท่านระบุประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยท่านถือว่า การร้องเรียกการสนับสนุนของชาติที่ถูกกดขี่มีความสำคัญ ท่านประกาศสนับสนุนสิทธิของประชาชาติปาเลสไตน์ที่ถูกกดขี่เช่นเดียวกับประชาชาติที่ถูกกดขี่อื่น ๆ ทั้งหมด อย่างเปิดเผย นั่นคือ วิถีทางของท่านอิมาม นั่นคือแนวทาง และคำแนะนำของท่านอิมาม โชคดีที่ประเทศอิหร่านและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการตามวิถีทางนี้ และเป็นเวลาสามสิบปีแล้ว ที่พวกคุณ ประชาชาติอิหร่าน ประสบความสำเร็จ และเอาชนะศัตรู เมื่อใดก็ตามที่ต้องเผชิญกับความเย่อหยิ่งของอเมริกา

 

___________________

แปลและเรียบเรียงจาก สุนทรพจน์ของท่านอิมาม ซัยยิดอะลี คอเมเนอี ณ วันที่ 3 มิ.ย. พ.ศ. 2551

Source: khamenei.en