อรรถาธิบายโองการปฐมบทที่เปิดสู่เหตุการณ์สาบานพิสุทธิ์และสมรภูมิแรกของอิสลามต่ออำนาจจักรวรรดิ เผยนัยแห่งศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ที่สืบทอดผ่านกาลเวลา
[เรียบเรียงสรุปจากการบรรยายของฮุจญตุลอิสลามฯ ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี]
__________
•••วันมูบาฮาละฮ์มิได้เป็นเพียงวันแห่งการพิสูจน์สถานะและความยิ่งใหญ่ของอะฮฺลุลบัยตฺ หรือ วงศ์วานศาสดาเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศาสนา อำนาจรัฐ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของอิสลามในยุคท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ) อย่างลึกซึ้งกว่าเดิม
สำหรับผู้อ่านที่ยังไม่คุ้นเคย “มูบาฮาละฮ์” คือการท้าสาบานระหว่างสองฝ่ายที่เห็นต่างกันในเรื่องศาสนา โดยวิงวอนต่ออัลลอฮ์(ซ.บ) ให้ทรงสาปแช่งฝ่ายที่โกหก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อท่านศาสดา(ศ็อลฯ)นำบุคคลที่ใกล้ชิดและเป็นที่รักที่สุด คืออะฮฺลุลบัยตฺ ออกมาเป็นเดิมพันแห่งสัจธรรมต่อหน้าคณะนักบวชคริสเตียนจากเมืองนัจญ์รอน
ดังนั้น มูบาฮาละฮ์จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือจำกัดอยู่แค่ “โองการมูบาฮาละฮ์” เท่านั้น แต่ต้องมองในบริบทที่กว้างกว่า เพราะเหตุการณ์นี้เกี่ยวพันกับโองการและบริบทสำคัญอื่น ๆ อีกหลายส่วน ทั้งสภาวะทางการเมือง อำนาจรัฐ และความสัมพันธ์ของรัฐอิสลามกับชุมชนศาสนาอื่น
หนึ่งในโองการสำคัญที่เกี่ยวข้องคือ โองการที่ 29 ในซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ ซึ่งเป็นตัวจุดประกายทั้งเหตุการณ์มูบาฮาละฮ์ และเหตุการณ์ใหญ่ในประวัติศาสตร์อิสลามอย่าง “สงครามมูตะฮ์” โองการนี้มีน้ำหนักทั้งด้านหลักศรัทธา กฎหมายศาสนา และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอิสลามกับ “อะฮฺลุลกิตาบ” หรือบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์
เมื่อรัฐอิสลามในยุคท่านศาสดา(ศ็อลฯ)เริ่มมีเสถียรภาพ กองทัพเข้มแข็ง และสังคมมุสลิมมีฐานะทางการเมืองมั่นคงขึ้น ไม่ได้ถูกกดขี่เหมือนในยุคแรกๆ อัลลอฮ์(ซ.บ.)ได้ประทานโองการหนึ่งลงมา ความว่า:
قَاتِلُوا الَّذِينَ لَا يُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَلَا بِالْيَوْمِ الْآخِرِ وَلَا يُحَرِّمُونَ مَا حَرَّمَ اللَّهُ وَرَسُولُهُ وَلَا يَدِينُونَ دِينَ الْحَقِّ مِنَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ حَتَّىٰ يُعْطُوا الْجِزْيَةَ عَن يَدٍ وَهُمْ صَاغِرُونَ
“พวกเจ้าจงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ไม่ถือว่าสิ่งที่อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ทรงห้ามเป็นสิ่งต้องห้าม และไม่ยึดถือศาสนาแห่งสัจธรรม จากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จนกว่าพวกเขาจะจ่ายญิซยะฮ์ด้วยมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ต่ำต้อย”
โองการนี้สะท้อนบทบาท “เชิงรุก” ของรัฐอิสลาม กล่าวคือ เมื่อรัฐมีความมั่นคงแล้ว อิสลามมิได้มีบทบาทเพียงป้องกันชุมชนของตนเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่รักษาสัจธรรม ศีลธรรม และวางระเบียบโลกตามกรอบอำนาจของพระเจ้าในสังคม
ในแง่นี้ โองการดังกล่าวจึงถูกเข้าใจว่าเป็นฐานคิดของ “ญิฮาดอิบตีดาอี” (جهاد ابتدایی) คือญิฮาดที่ฝ่ายอิสลามประกาศสงครามก่อน มิใช่เพียง “ญิฮาดเดฟาอี”(جهاد دفاعی) หรือสงครามเพื่อป้องกันตนเอง ที่ตามปกติแล้วมักถูกกล่าวถึงมากกว่า โองการนี้จึงเปิดให้เห็นอีกมิติของอำนาจรัฐอิสลาม คือภารกิจเชิงรุกในการเผชิญหน้ากับระเบียบที่ปฏิเสธศรัทธาและละเมิดขอบเขตที่พระเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ทรงกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ในแนวคิดอิสลามชีอะฮ์ การประกาศญิฮาดลักษณะนี้มิใช่อำนาจของบุคคลทั่วไป หากเป็นสิทธิ์เฉพาะของอิมามมะอฺศูม(อ.) หรือผู้แทนที่ได้รับอำนาจชอบธรรมจากพวกท่านเท่านั้น ในทัศนะของอุลามาสายปฏิวัติฯ จึงอธิบายว่า ในยุคที่อิมามเร้นกาย อำนาจประกาศญิฮาดอิบตีดาอีจำกัดอยู่ที่ “วิลายะตุลฟากีฮฺ” ในฐานะกลไกอำนาจทางศาสนาและการเมือง ภายใต้เงื่อนไขของรัฐอิสลาม
จากบัญชาแห่งฟากฟ้า สู่การส่งสาส์นถึงอาณาจักรต่าง ๆ
หลังโองการนี้ลงมา รายงานทั้งซุนนีและชีอะฮ์กล่าวสอดคล้องกันว่า ท่านศาสดา(ศ็อลฯ)ได้ส่งสาส์นไปยังดินแดนต่าง ๆ ทั้งในอาณาจักรอิสลาม ดินแดนประเทศราช ตลอดจนแผ่นดินอิสระและอาณาจักรใหญ่ในยุคนั้น เช่น เปอร์เซีย และโรม
หนึ่งในเมืองที่ได้รับสาส์นคือ “นัจญ์รอน” เมืองชายแดนของฮิญาซติดกับเยเมน ซึ่งมีชุมชนคริสเตียนอาศัยอยู่ ท่านศาสดาเชิญชวนพวกเขาเข้าสู่อิสลาม หากยอมรับ ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอิสลาม แต่หากไม่ยอมรับ ก็ให้จ่าย “ญิซยะฮ์”
ญิซยะฮ์คือภาษีที่คนต่างศาสนาจ่ายให้รัฐอิสลาม เพื่อแลกกับการคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน และสิทธิในการดำรงชีวิตภายใต้รัฐอิสลาม เมื่อจ่ายแล้ว มุสลิมไม่มีสิทธิละเมิดหรือรังแกพวกเขา
แต่หากไม่เข้ารับอิสลาม และไม่ยอมจ่ายญิซยะฮ์ โองการนี้ก็วางกรอบไว้อย่างชัดเจนว่าให้ทำสงครามกับพวกเขา นี่คือสาระสำคัญของสาส์นที่ท่านศาสดาส่งออกไปยังดินแดนต่าง ๆ
สงครามมูตะฮ์: การเผชิญหน้ากับมหาอำนาจ
ในบรรดาเหตุการณ์หลังการส่งสาส์น กรณีของโรมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโรมคือมหาอำนาจระดับจักรวรรดิในยุคนั้น เมื่อสาส์นของท่านนบี(ศ็อลฯ)ไปถึง ฝ่ายโรมแสดงท่าทีดูหมิ่น ดูแคลน เพราะมองว่าอิสลามเป็นอำนาจเล็กที่กล้าท้าทายจักรวรรดิใหญ่
ในเวลาเดียวกัน ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้ส่งนักเผยแพร่ศาสนาเข้าไปยังซีเรีย ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรม เมื่อชาวอาหรับบางส่วนเข้ารับอิสลาม ฝ่ายโรมและตัวแทนในพื้นที่ไม่พอใจ จนนำไปสู่การสังหารมุสลิมและนักเผยแพร่ เมื่อข่าวไปถึงท่านนบี(ศ็อลฯ) ท่านจึงส่งกองทัพเข้าประชิดชายแดนทันที
การประกาศสงครามกับโรมครั้งนั้น เป็นการที่ฝ่ายอิสลามประกาศสงครามก่อน ซึ่งต้องเข้าใจว่าโรมในวันนั้นคือจักรวรรดิใหญ่ เป็นมหาอำนาจ เปรียบได้กับสหรัฐในยุคปัจจุบัน แต่เมื่ออัลลอฮ์(ซ.บ.) ทรงบัญชาให้ต่อสู้กับพวกเขา ท่านนบี(ศ็อลฯ) ก็น้อมรับและนำบัญชานั้นไปปฏิบัติ
จากจุดนี้จึงนำไปสู่ “สงครามมูตะฮ์” สงครามสำคัญในประวัติศาสตร์อิสลาม ที่ฝ่ายอิสลามต้องเผชิญหน้ากับอำนาจจักรวรรดิ แม้มุสลิมจะสูญเสียอย่างหนักและมีผู้พลีชีพจำนวนมาก แต่สมรภูมินี้ได้เผยให้เห็นศักดิ์ศรี ความกล้าหาญ และจิตวิญญาณของนักรบอิสลามอย่างแท้จริง
ญะอฺฟัร อัต-ต็อยยาร: ชะฮีดผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธา
หนึ่งในผู้พลีชีพสำคัญในสงครามมูตะฮ์ คือ “ท่านญะอฺฟัร บิน อบีฏอลิบ” พี่ชายของท่านอิมามอะลี(อ.) ท่านคือบุคคลที่ความเสียสละถูกจารึกไว้ในความทรงจำของประชาคมอิสลามอย่างลึกซึ้ง
ในสนามรบ แขนทั้งสองข้างของท่านถูกตัดขาด แต่ท่านยังยืนหยัดในหนทางของพระเจ้า จนถูกสังหารและได้รับตำแหน่งชะฮีด ภายหลังท่านได้รับสมญานามว่า “ญะอฺฟัร อัต-ต็อยยาร” หรือ “ญะอฺฟัรผู้โบยบิน” ตามรายงานที่ว่า อัลลอฮ์(ซ.บ.)ทรงประทานปีกสองข้างให้ท่านแทนแขนที่สูญเสียไป
ด้วยเหตุนี้ ท่านญะอฺฟัรจึงมิได้เป็นเพียงบุคคลหนึ่งในประวัติศาสตร์สงคราม หากกลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของศาสนา เป็นภาพแทนของการเสียสละ ความมั่นคง และการอุทิศตนเพื่อสัจธรรม ถึงขั้นมีนมาซพิเศษที่รู้จักกันในนาม “นมาซญะอฺฟัร อัต-ต็อยยาร” ซึ่งถูกกล่าวถึงว่ามีผลต่อการตอบรับฮาญัตและการยกระดับทางจิตวิญญาณ
เมื่อพิจารณาภาพรวม “มูบาฮาละฮ์” จึงมิใช่เพียงเหตุการณ์ทางเทววิทยาที่พิสูจน์ความสูงส่งของอะฮฺลุลบัยตฺ หรือวงศ์วานศาสดาเท่านั้น หากยังเป็นหมุดหมายสำคัญในห้วงเวลาที่รัฐอิสลามกำลังขยายบทบาททั้งด้านศาสนา การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์
สาส์นที่ส่งไปยังนัจญ์รอนเป็นส่วนหนึ่งของการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐอิสลามกับชุมชนศาสนาอื่น และเมื่อเกิดการโต้แย้งทางหลักศรัทธา มูบาฮาละฮ์จึงกลายเป็นเวทีพิสูจน์สัจธรรม มิใช่เพียงในระดับความเชื่อส่วนบุคคลเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงสถานะของครอบครัวศาสดา บทบาทของศาสนา และอำนาจของรัฐไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ มูบาฮาละฮ์จึงเป็นมากกว่าการโต้เถียงทั่วไป แต่เป็นการยืนยันว่าในอิสลาม ศรัทธาเป็นรากฐานที่กำกับทั้งวิถีชีวิตส่วนตัวและการเมืองของสังคม
จิตวิญญาณอิสลามกับวิกฤตระดับโครงสร้างของโลกสมัยใหม่
ในมุมมองของผู้มีจิตวิญญาณอิสลาม หน้าที่ของผู้ศรัทธาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาตนให้พ้นจากบาปแต่ต้องไปถึงขั้นที่ว่า ณ ที่ใดก็ตามที่สิ่งซึ่งอัลลอฮ์(ซ.บ.)และศาสดาทรงประกาศให้เป็น “ฮาร่าม” (ต้องห้าม) ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ เราจำเป็นต้องยืนหยัดเผชิญหน้าและสกัดกั้นความเสื่อมทรามนั้น นี่คือจิตวิญญาณที่แท้จริงของอิสลาม
หลักสำคัญที่ถูกเน้นย้ำ คือบทบัญญัติของอัลลอฮ์(ซ.บ.) และท่านนบี(ศ็อลฯ) เป็นสัจธรรมถาวร ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่เปลี่ยนตามรสนิยมของสังคม และไม่อาจถูกลบล้างด้วยอำนาจกฎหมายของมนุษย์ ดังที่มีกล่าวในหลักการศาสนาบทหนึ่ง ซึ่งทั้งชีอะฮ์ และซุนหนี่เชื่อเหมือนกันว่า:
“สิ่งใดที่มูฮัมมัด(ศ็อลฯ) กำหนดให้ฮาร่าม (ต้องห้าม) สิ่งนั้นย่อมเป็นฮาร่ามจนถึงวันกิยามะฮ์ และสิ่งใดที่มูฮัมมัด(ศ็อลฯ) กำหนดให้ฮาลาล (อนุญาต) สิ่งนั้นย่อมเป็นฮาลาลจนถึงวันกิยามะฮ์”
วิกฤตเชิงโครงสร้างนี้ผลักดันให้โลกเผชิญคลื่นความชั่วร้ายและความอธรรมที่ถาโถมอย่างไม่หยุดยั้ง จนยากจะจินตนาการถึงขอบเขตของมัน แม้กระทั่งเรื่องที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาทิ การจดทะเบียนสมรสระหว่างพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ก็เริ่มถูกนำเสนออย่างไร้ยางอายในสังคม ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีมุสลิมคนใดได้รับอนุญาตให้นิ่งเฉยหรือใช้ชีวิตต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเสื่อมทรามทั้งหมดนี้มักมีต้นธารจากโลกตะวันตก
ตะวันตก: ศูนย์กลางวิกฤตศีลธรรม
ในโลกสมัยใหม่ แนวคิดแบบตะวันตกถูกวิพากษ์อย่างเข้มข้นว่าเป็นต้นทางสำคัญของวิกฤตทางศีลธรรม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพราะมิได้เป็นเพียงระบบการเมืองหรืออารยธรรมหนึ่งเท่านั้น หากยังเป็น “ระเบียบอำนาจ” ที่พยายามกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่มนุษยชาติ ซึ่งได้แสดงตนเป็น “อำนาจนำ” ที่พยายามชี้นำทิศทางแก่โลก ทั้งในด้านกฎหมาย สิทธิเสรีภาพ เศรษฐกิจ และศีลธรรม
ปัญหาหลักของระเบียบดังกล่าว คือการแยกศาสนาออกจากชีวิต แยกศีลธรรมออกจากกฎหมาย และแยกมนุษย์ออกจากพระเจ้า เมื่อมนุษย์ไม่ยอมรับขอบเขตของพระผู้สร้าง เขาย่อมสร้างกฎขึ้นมาแทนสัจธรรม และใช้กฎนั้นรับรองสิ่งที่พระเจ้าทรงห้ามไว้
ในบริบทนี้ ส่วนของโองการที่ 29 แห่งซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์ที่กล่าวถึง “مِنَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ” หรือ “จากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์” จึงถูกนำมาทบทวนในความหมายร่วมสมัย กล่าวคือ เมื่อพิจารณาโครงสร้างอำนาจของโลกปัจจุบัน “บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์“ ณ ที่นี้ ย่อมเชื่อมโยงกับอำนาจตะวันตก อเมริกา และเครือข่ายไซออนิสต์ ซึ่งมีรากโยงกับยาฮูดี และนัศรอนี ชาวคัมภีร์ตามที่อัลกุรอานระบุ ทั้งในมิติศาสนา ประวัติศาสตร์ และการเมือง
ด้วยเหตุนี้ ความเสื่อมทรามที่แผ่ขยายทั่วโลกจึงมิใช่สิ่งไร้ที่มา หากเป็นผลจากระเบียบอำนาจดังกล่าว ที่ทำให้ความชั่วกลายเป็นระบบ และทำให้สิ่งที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) กับศาสนทูตของพระองค์ทรงห้าม กลายเป็นความชอบธรรมทางสังคมและกฎหมาย
โองการนี้ จึงมิใช่เพียงถ้อยคำในหน้าประวัติศาสตร์ แต่เป็นหลักการที่ยืนยันว่า อิสลามมิใช่ศรัทธาส่วนบุคคล หากเป็นระเบียบแห่งสัจธรรมที่ต้องกำกับชีวิต สังคม กฎหมาย และอำนาจรัฐ ดังพระดำรัสของพระองค์:
“พวกเจ้าจงต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ไม่ถือว่าสิ่งที่อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ทรงห้ามเป็นสิ่งต้องห้าม และไม่ยึดถือศาสนาแห่งสัจธรรม จากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จนกว่าพวกเขาจะจ่ายญิซยะฮ์ด้วยมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ต่ำต้อย” [ซูเราะฮ์อัตเตาบะฮ์: 29]
โองการดังกล่าวยังย้ำว่า ความยิ่งใหญ่ในทัศนะอิสลามมิได้อยู่ที่อำนาจวัตถุ ความมั่งคั่ง หรืออิทธิพลทางการเมือง แต่อยู่ที่การยอมรับอำนาจของพระเจ้า การยึดมั่นในสัจธรรม และการไม่ปล่อยให้สิ่งต้องห้ามถูกทำให้ชอบธรรม
ดังนั้น “ญิซยะฮ์” จึงมิใช่เพียงกฎหมายการเมืองในอดีต หากสะท้อนหลักการว่า อำนาจสูงสุดมิใช่ของจักรวรรดิ มหาอำนาจ หรือระบบโลกใด แต่เป็นของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และศักดิ์ศรีที่แท้จริงย่อมเป็นของผู้ดำรงอยู่ใต้สัจธรรมของพระองค์
อิหร่าน: ศักดิ์ศรีแห่งโลกอิสลามในยุคสมัยใหม่
ความยิ่งใหญ่ของมุสลิมกำลังถูกประกาศศักดาผ่านสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อิสลามที่เปี่ยมด้วยศักดิ์ศรี มิได้เป็นเพียงความทรงจำทางประวัติศาสตร์ หากสามารถปรากฏขึ้นจริงในโลกปัจจุบัน เมื่อมีรัฐที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ มีอำนาจป้องปราม และไม่ยอมจำนนต่อมหาอำนาจ
ในอดีต มหาอำนาจอย่างอเมริกาเคยเคลื่อนไหวในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี ราวกับเป็นบ้านบิดาของตน ทว่าในปัจจุบัน อิหร่านได้กลายเป็นอำนาจสำคัญที่สามารถกำหนดเงื่อนไขในพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเปิดเผย จนเรือรบหรือแม้แต่เรือดำน้ำของมหาอำนาจต้องคำนึงถึงคำเตือนและมาตรการของอิหร่าน
ภาพนี้จึงถูกมองว่าเป็นหลักฐานของอำนาจ ศักดิ์ศรี และความยิ่งใหญ่ของอิสลามในยุคสมัยใหม่ มันมิใช่เพียงการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร หากเป็นการยืนยันว่า เมื่ออิสลามถูกแปรเป็นระเบียบของรัฐและสังคม ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในมัสญิดหรือพื้นที่ส่วนตัว ย่อมสามารถยืนหยัดต่อหน้ามหาอำนาจได้อย่างมีศักดิ์ศรี และประกาศให้โลกเห็นว่า ผู้ศรัทธามิได้ถูกสร้างมาเพื่อจำนนต่อระเบียบที่แยกมนุษย์ออกจากพระเจ้า
ภารกิจของมุสลิม: ศีลธรรมเหนือเสรีภาพไร้ขอบเขต
ภารกิจสุดท้ายของมุสลิมทั่วโลก คือการสร้างระเบียบสังคมที่ศีลธรรมต้องอยู่เหนือเสรีภาพไร้ขอบเขต เพราะอิสลามมิใช่ศาสนาที่จำกัดอยู่เพียงพิธีกรรมหรือศรัทธาส่วนบุคคล หากเป็นระบบชีวิตที่ครอบคลุมศรัทธา ศีลธรรม กฎหมาย สังคม และอำนาจรัฐอย่างเป็นเอกภาพ
มุสลิมจึงมีหน้าที่มากกว่าการรักษาตนเองให้พ้นจากบาป หากต้องร่วมกันปกป้องศีลธรรมของสังคม และต่อต้านกระแสที่ทำให้สิ่งต้องห้ามกลายเป็นเรื่องปกติ วันหนึ่ง เราจะต้องทำให้ชาวโลกไปถึงจุดที่ความชั่วร้าย เช่น การดื่มสุรา การละเมิดศีลธรรมหรือการฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระเจ้า กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้ากระทำ หรือต้องหลบซ่อน มิใช่สิ่งที่กระทำอย่างเปิดเผยบนท้องถนน หรือถูกยกเป็นวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจ
นี่คือหน้าที่ของมวลมุสลิมทั้งโลก เพราะหากเราไม่ริเริ่มปกป้องศีลธรรมและจัดระเบียบสังคมด้วยสัจธรรม บรรดาอิทธิพลแห่งความชั่วร้ายก็จะขยายตัว จนทำลายล้างมนุษยชาติไปสู่จุดที่ไม่อาจจินตนาการได้ — และนี่คือบทเรียนสำคัญจากโองการแห่งสัจธรรมนี้ [..จบตอน..]
____________
ที่มา: บทความสรุปบางส่วนจากการบรรยายมัจลิสอีดมูบาฮาละฮ์ โดยฮุจญตุลอิสลามฯ ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี ฮ.ศ. 1444 (12 ก.ค. 2566)