เสวนา ปุจฉา-วิสัชนา ตอนที่ 2 ณ มัสยิดอิมามอาลี (อ) อ.ท่าแพ จ.สตูล

788

 

เสวนา ปุจฉา – วิสัชนา ตอนที่ 2

เนื่องในวโรกาส วันที่ 1 ซุลฮิจยะฮ์ วันคล้ายวันอภิเษกสมรสของหญิงฟาตีมะฮฺอัซซะฮฺรอ(อ)และท่านอิมามอาลี(อ.)

โดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี

♔ اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم ♔

 

ต่อจากตอนที่หนึ่ง เพื่อรับบารอกัตในการพูดคุยของเรา เติมเต็มเรื่องของท่านอิมามมะฮฺดี(อ) หวังว่าจะทำให้เรานั้นรู้สำนึกในหน้าที่ของเรา จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้มันบ่งบอกอะไรต่างๆมากมาย

ในการดำเนินงาน รายการทีวีรอมฎอนที่ผ่านมานั้น ในช่วงของรายการ “ธารธรรม” ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ พยายามกล่าวถึงเรื่องของอิมามมะฮ์ดี(อ) ในลักษณะที่คนต่างศาสนิกก็สามารถที่จะเข้าใจได้ รับรู้ได้และเห็นด้วย

อัลฮัมดุลิลละฮฺ เนื้อหาในรายการนี้ได้ถูกถอดบันทึกและรวบรวมเป็นตัวอักษร จากการเสียสละเวลาของพวกเรากลุ่มหนึ่ง เมื่อรวบรวมกันมาแล้ว ก็คิดกันต่อว่าน่าจะทำเป็นรูปเล่มขึ้นมา เพราะเนื้อหานั้น อธิบายแบบกระชับและเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับทุกศาสนา และยังนำมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันประกอบด้วย

โดยตั้งชื่อว่า “อัลมะฮ์ดี-เมสซีอาห์-พระศรีอริยเมตไตรย”

ขอเอ่ยชื่อในคุณงามความดีของพี่น้องบางคน คือ คุณบิลาลของเราที่อยู่นราธิวาส ให้บังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นคนพุทธ ซึ่งเขาก็สนใจติดตามเรื่องของพระศรีอริยเมตไตรย มายาวนานพอสมควร

ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ เพื่อให้พี่น้องเห็นว่า การพัฒนามนุษย์ไปสู่การยอมรับอิมามมะฮ์ดี(อ)นั้นมันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าเราจะได้ทำหน้าที่ของเรา หรือเรายังไม่ได้ทำหน้าที่ของเรานั้น แต่กระบวนการพัฒนานี้นั้นเกิดขึ้นแล้ว และเกิดขึ้นทั้งโลก

ซึ่งหลักฐานยืนยันนั้นมี หากผู้ที่สนใจข่าวสาร จะเห็นได้ว่า เราพูดคุยสถานการณ์เมืองไทย แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องแบบนี้ก็กำลังเกิดขึ้นทั้งโลก ต่อไปจะยกตัวอย่างทั่วโลกที่เกิดขึ้นว่า หมายความว่าอย่างไร?

กลับมาเรื่องหนังสือที่ดำริจะพิมพ์เป็นหนังสือข้างต้น คนๆนี้เป็นคนต่างศาสนิก ยังนับถือศาสนาพุทธอยู่ และมีโอกาสได้พบกันสองครั้ง เราได้พูดคุยกัน อธิบายให้ฟังว่าเราเชื่อความเชื่อทั้งหมดที่เกี่ยวกับ ผู้มาปฏิวัติโลกไปสู่ความยุติธรรม ความสงบสุข คือ คนๆเดียวกันและไม่นานความจริงจะพิสูจน์ในภายหลัง

ทีนี้ลองทดสอบดูว่า เขาศรัทธาในเรื่องราวของพระศรีอริยเมตไตรยเพียงใด จากการที่เราได้สนทนากัน จึงแจ้งว่า เราจะพิมพ์หนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องว่า “อัลมะฮ์ดี-เมสซีอาห์-พระศรีอริยเมตไตรย สนใจที่จะช่วยค่าจัดพิมพ์หรือไม่?”
เพราะเขาเป็นคนที่มีฐานะพอสมควร เขาถามกลับว่า “เท่าไร” บอกว่า “ประมาณหนึ่งแสน” เขาตอบทันที “โอเค ไม่ต้องขอใครเลย เดี๋ยวผมจะส่งเงินค่าพิมพ์หนึ่งแสนบาทไปให้” ก็เลยบอกว่า “จะเอาต้นฉบับให้อ่านพิจารณาก่อน” เขาบอก “ไม่เป็นไร ไม่ต้องอ่านแล้ว พิมพ์ได้เลย จะใช้เงินค่าพิมพ์เมื่อไหร่นั้น ให้โทรมาได้เลย”

นำเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อให้พวกเรา เห็นกระบวนการพัฒนาในการเข้าใจเรื่องอิมามมะฮ์ดี(อ) ว่ากำลังขยายตัว ทั้งๆที่เขายังนับถือศาสนาพุทธอยู่ และเงินหนึ่งแสนบาทถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลย สำหรับพวกเราที่คุ้นชินอยู่กับการบริจาค ร้อยสองร้อย หรือ ห้าบาทสิบบาท หรือบางคนอาจจะไม่ให้เลย ประเด็นนี้ขอกระแทกพวกเราแรงๆสักนิด

ข้อเท็จจริงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่คนต่างศาสนิกให้เงินหนึ่งแสนบาท ในการเผยแพร่ และเรื่องลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในประเทศไทยประเทศเดียว แต่กำลังเกิดขึ้นทั้งโลก

หากเราจำได้เมื่อ 2-3 ปีก่อน ” ฮูโก ชาเวซ” ผู้เป็นประธานาธิบดีเวเนซูเอลา เคยยกมือขอดุอาอฺให้อิมามมะฮ์ดี(อ)ปรากฏขึ้นในเร็ววัน มาแล้ว และยังมีเรื่องทำนองนี้ในที่อื่นๆอีกมากมาย

ขอยกอีกสักตัวอย่าง ในวันที่ 15 ชะอฺบานเมื่อหลายปีก่อน มีการประชุมใหญ่ที่อิหร่านและถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ด้วย บังเอิญช่วงนั้นผมเดินทางไปอิหร่านพอดี ซึ่งในการประชุมนี้ ได้เชิญชาวคริสต์จากเกาหลี และจากหลายประเทศ

สาระในที่ประชุมมีการพูดถึงผู้รอคอย มีการร้องไห้ มีประเด็นกล่าวถึงขบวนการต่างๆเช่นนี้มากมายที่กำลังพัฒนา ซึ่งเราต่างหากที่ตกขบวน แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีพี่น้องที่กำลังทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้นอย่างเสียสละนั้นก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ความจริงแล้วยังไม่เพียงพอ

พี่น้องจงมั่นใจเอาไว้เลยว่า แนวทางแห่งอะฮฺลุลเบต(อ) ถ้าถูกนำเผยแพร่ ไม่ว่ามนุษย์คนไหน ไม่มีใครปฏิเสธ แต่สำหรับคนชั่วหรือคนชั่วสุดๆก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่มนุษย์ปกติทั่วไป ไม่ว่าเขาจะนับถือศาสนาอะไร ไม่มีใครปฏิเสธคำสั่งสอนของ อะฮฺลุลเบต(อ)

ดังนั้น พวกเราควรที่จะกระตือรือร้นในการรับใช้ศาสนามากกว่านี้ โดยเฉพาะกิจกรรมต่างๆที่รองรับการปรากฏของอิมามมะฮ์ดี(อ) เป็นหน้าที่ของทุกๆคน ไม่ได้เป็นหน้าที่เฉพาะนักเรียนศาสนาเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ทุกๆคน

“ นักเรียนศาสนาเพียงแต่มีหน้าที่สละเวลา และวิชาการความรู้ แต่ประชาชนทั่วไปมีหน้าที่ที่จะต้องเสียสละเงินทอง และทรัพย์สินที่จะทำให้งานต่างๆเหล่านี้นั้นยิ่งใหญ่ขึ้น..กว้างขวางขึ้น

นี่เป็นหน้าที่ของประชาชนคนทั่วไป เพราะต่างคนต่างต้องรับใช้ศาสนา เราจะต้องรู้จักในหน้าที่ของตัวเอง ที่เราถูกส่งมา…ถูกถือกำเนิดมาในโลกนี้

ความจริงแล้วเรื่องนี้เรื่องเดียว ถ้าไม่ใช่เพื่อเกิดมารับใช้อะฮฺลุลเบต(อ) อัลลอฮฺ(ซบ)จะไม่ทรงสร้างมนุษย์ ขอตั้งหัวข้อนี้ไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดเราจะพยายามทำความเข้าใจกับพวกเรา อินชาอัลลอฮ์

ความจริงหากไม่ใช่ถูกเกิดมาเพื่อรับใช้อะฮฺลุลเบต(อ)เป็นเป้าหมายหลักแล้ว อัลลอฮ(ซบ) จะไม่สร้างมนุษย์ เราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ อัลลอฮ(ซบ)เห็นด้วยให้เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะคิดว่าเราเกิดมาแล้วจะต้องรับใช้อะฮฺลุลเบต

ในที่นี้ การรับใช้อะฮฺลุลเบต ไม่ใช่เพียงว่าเราละหมาดส่วนตัวของเรา หรือถือศิลอดส่วนตัวของเราแล้วจะทำให้เราเป็นคนของอะฮฺลุลเบตแล้ว เพียงนมาซปล่อยมือ นั้น ยังไม่ใช่!!!

การรับใช้อะฮฺลุลเบต คือ จะต้องเสียสละชีวิตและเงินทอง ทรัพย์สินของเราในหนทางนี้ และโดยเฉพาะยุคสมัยนี้ เป็นยุคที่บรรดาอุลามาอฺทุกคน ยืนยันเหมือนกันว่า ยุคสมัยนี้เป็นยุคแห่งการใกล้การปรากฏตัวของอิมาม(อ) เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นได้บ่งบอกไว้ และเราเองก็ต้องยืนหยัดให้ได้”
คำถามที่ 2 :เมื่อท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)ปรากฏ ท่านนบีอีซา(อ) และท่านนบีค่อฎิร(อ) จะมาปรากฏในรูปแบบใด ?

ตอบ : ในรูปแบบของมนุษย์ปกติ มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง แต่ก็อาจจะมีการการ่อมัตและมุญิซาตต่างๆบ้าง

เบื้องต้น ก็เพื่อพิสูจน์ความเป็นนบีของท่านนบีอีซา(อ)

และเพื่อพิสูจน์ความเป็นนบีของท่านนบีค่อฎิร(อ) (الخَضِرُ)

โดยอิมามมะฮ์ดี(อ.)ก็จะแสดงมุญิซาตบางประการ

เพื่อให้มนุษย์มั่นใจว่า ท่านคือ อิมามมะฮ์ดี(อ) หลังจากที่มีมุญิซาตต่างๆจากบรรดาบุคลากรที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นท่านอิมามมะฮ์ดี(อ) ท่านนบีอีซา(อ) ท่านนบีคัยฎิร(อ) เป็นที่ถูกยอมรับแล้วว่า นี่คือ มุญิซาตซึ่งพิสูจน์ความเป็นบุคลากรของอัลลอฮ(ซบ) และก็กลับมาสู่วิถีชีวิตทางธรรมชาติเช่นเดิม ก็คือ ต่อสู้ด้วยยุทธวิธีต่างๆทางธรรมชาติ

ถ้าเราย้อนกลับไปในสมัยท่านนบีมูซา(อ)ก็เคยใช้มุญิซาตด้วย แต่ก็กลับมาใช้วิถีตามธรรมชาติ ก็คือ เมื่อถึงเวลาก็ต้องหนี เช่นเดียวกับ
ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)ใช้มุญิซาตไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ท่านใช้มุญิซาตถึงขั้นผ่าดวงจันทร์ให้เป็นสองซีกยังได้เลย แต่เมื่อทำศึกสงคราม เพื่อพิสูจน์ความเป็นศาสดาและ เมื่อประชาชาติยอมรับว่าท่านเป็นศาสดาแล้ว ทุกอย่างก็ดำเนินกลับมาสู่วิถีทางธรรมชาติ ก็คือ ต่อสู้แบบปกติ นบีมีบาดเจ็บ มีหกล้ม มีบาดแผลในหลายๆสงคราม นี่คือสิ่งสำคัญ ดังนั้นในศาสนา การต่อสู้ในหนทางของนี้นั้น ไม่มีใครมีสิทธิ์รอคอยมุญิซาตอย่างเดียว และสำหรับอัลลอฮ(ซบ) จะช่วยเหลือ เมื่อใด? อย่างไรนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ เป็นหน้าที่ของพระองค์ ซึ่งทรงรู้ว่าเมื่อไหร่ที่พระองค์จะแทรกแซงโดยตรง แต่สำหรับเราไม่มีหน้าที่ในการที่จะรอการช่วยเหลือที่เหนือธรรมชาติ แต่ก็ให้มั่นใจเอาไว้ว่า การช่วยเหลือที่เหนือธรรมชาติก็จะยังคงมีอยู่ เพียงเราต้องสำนึกในหน้าที่ของทุกคน คือ ทำหน้าที่ตามวิถีทางธรรมชาติของตัวเอง

คำถามที่ 3 : ผู้ช่วยเหลืออิมามมะฮ์ดี(อ) นอกเหนือจากมนุษย์แล้วมีญินหรือไม่?

ตอบ : ประเด็นนี้ก็ ยังไม่ได้ค้นคว้า แต่ว่าไม่ใช่เรื่องของเรา เราไม่มีหน้าที่ที่จะมารอให้ญินช่วย เราจะต้องทำหน้าที่ของเราเอง ส่วนญินนั้นช่วยอยู่ทุกวันอยู่แล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ทั้งนี้ช่วยในขอบเขตที่อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงอนุมัติ

คำถามที่ 4 : มีริวายัต ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับภรรยาของท่านอิมามมะฮ์ดี(อ)หรือไม่ เป็นใคร ชื่ออะไร?
ตอบ: ประเด็นนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่เรามีฮะดิษยืนยันว่า ท่านได้สร้างกรมกอง คือ มีลูก มีหลาน มีอะไรมาแล้ว อยู่ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง อยู่ในที่ที่หนึ่งในโลกนี้ มีลูกมีหลาน มีอะไรสมบูรณ์หมดแล้ว รอแต่การที่จะปรากฏตัว แล้วก็ในบางเหตุการณ์ในบางกรณี บรรดาลูกหลานและกรมกอง ของท่านก็จะถูกส่งมาช่วยเหลือ คือในบางริวายัตบอกรายละเอียดถึงขนาด ถูกส่งมาช่วยเหลือในเหตุการณ์สำคัญๆและสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับที่หากไม่ช่วยเหลือแล้ว อาจจะเกิดความเสียหายต่อศาสนา ซึ่งในเรื่องนี้เรามีริวายัตยืนยันว่า การช่วยเหลือที่เหนือธรรมชาตินั้นมีอยู่เสมอ อินชาอัลลอฮ์หากมีโอกาสจะได้ อธิบายเพิ่มเติม

คำถามที่ 5 : ทำไมท่านอิมามมะฮ์ดี(อ) จึงได้ต้อนฝูงแกะเข้าไปในมัสยิดุลฮะรอม มีนัยยะอะไร?

ตอบ : หนึ่งในนัยยะทั่วไป ก็คือ เป็นซุนนะฮ์หนึ่งของบรรดาศาสดา ซึ่งฝูงแกะ ก็หมายถึง ประชาชนผู้โง่เขลาเบาปัญญา จะถูกต้อนเข้าสู่มัสยิดุลฮะรอมอีกครั้งหนึ่ง ในที่นี้มีนัยยะอื่นๆอีกมาก และหนึ่งในนัยยะนั้น ก็คือ เป็นการปรากฏตัวในสภาพที่ปกติธรรมดาที่สุด

(โปรดติดตามตอนที่ 3)
♔ اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم ♔

ณ มัสยิดอิมามอาลี (อ) อ.ท่าแพ จ.สตูล

(เสาร์ที่ 27 กันยายน 2557)

ถอดเทปโดย คุณ ซัยหนับ บินตี นาบาวี