ท่านหญิงคอดีญะฮ์ (สลามุลลอฮิอลัยฮา) หนึ่งในดวงใจท่านนบีมูฮำหมัด (ศ็อลฯ)

53

 

📝ปาฐกถาโดย ฮุจญตุลอิสลามฯ ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี เนื่องในวันคล้ายวันวะฟาตท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ) ณ มัสยิดรูฮุลลอฮ์ เมื่อวันที่ 10 รอมฎอน ฮ.ศ. 1432
________

•••อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอชุโกรในเนียะมัตและเตาฟีกที่เอกองค์อัลลลอฮ์(ซบ)​ได้ประทานให้กับพวกเราทุกๆคน​ โดยเฉพาะเนียะมัตและเตาฟีกแห่งเดือนรอมฎอน​เดือนอันจำเริญ เดือนอันยิ่งใหญ่​ เดือนที่อัลลอฮ์(ซ.บ)​ให้เกียรติมากที่สุดเดือนหนึ่ง​ เป็นเดือนเดียวที่มีชื่อในพระมหาอัลกุรอานจาก​สิบสองเดือน​ มีเดือนรอมฏอนเท่านั้น ที่มีชื่ออยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน​ เดือนที่อัลลอฮ์(ซ.บ)​กล่าวถึงโดยตรงในคัมภีร์ของพระองค์​ ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ​ ความศักดิ์สิทธิ์ความจำเริญ ความยิ่งใหญ่ของเดือ​นนี้ ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเราว่า เราจะแสวงหาประโยชน์ได้มากสักเท่าไหร่ ในเดือนนี้​

อัลฮัมดุลิลลาฮ์​ คืนนี้ก็เป็นคืนที่​ 10 ของเดือนรอมฎอนอันจำเริญ​ ซึ่งเป็นคืนและวันที่ตรงกับวันวะฟาตของท่านหญิงคอดีญะฮ์ (สลามุลลอลัยฮา) สตรีที่มีคุณูปการอย่างมากมายต่ออิสลาม​ สตรีแรกที่กล่าว
لاالله الاالله محمدرسول الله เป็นสตรีคนแรกที่เข้ารับอิสลาม​ และเป็นบุคคลแรกที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับรอซูลลุลลอฮ์(ศ็อลฯ)​ เป็นสตรีแรกที่เป็นกำลังใจให้กับรอซูลลุลลอฮ์(ศ็อลฯ)​ ให้ยืนหยัดในการต่อสู้​ ให้ยืนหยัดในการประกาศสาส์นอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ์(ซ.บ)​ให้ถึงมวลมนุษยชาติ​ เป็นสตรีที่ได้พลีทุกสิ่งทุกอย่างที่นางมีอยู่​ เพื่อทำให้อิสลามนั้นได้แพร่ขยายจนถึงพวกเราทุกวันนี้​

บุญคุณของท่านหญิงคอดีญะฮ์ (สลามุลลอฮิอลัยฮา) นั้นยิ่งใหญ่​ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องทำการรำลึก เพื่อเชิดชูเกียรติอันยิ่งใหญ่ของท่านหญิง​ เป็นคุณูปการต่างๆที่มีต่ออิสลาม

💠ท่านนบีมูฮำหมัด (ศ็อลฯ) และท่านหญิงคอดีญะฮ์(สลามุลลอฮิอลัยฮา) ก่อนการประกาศเป็นศาสดา

ท่านหญิงคอดีญะฮ์ (สลามุลลอลัยฮา)นั้น​ เป็นหญิงชาวกุเรชที่สูงศักดิ์​ เป็นทั้งเศรษฐีณี เป็นสตรีที่เป็นคหบดีของมะดียะห์​ เป็นหญิงที่มีเกียรติ​ ชาติพันธู์ก็สูงส่งเพราะเป็นชนชั้นสูงของกุเรช และยังเป็นหญิงที่มีศรัทธา​ ได้รับการขนานนามว่าเป็นหญิงที่ประเสริฐสุดคนหนึ่งในยุคนั้น​ เป็นที่หมายปองของบุคคลจำนวนมาก​ เพราะในริวายัตก็ได้กล่าวว่า ท่านเป็นหญิงที่เลอโฉม เป็นหญิงที่เพรียบพร้อมทุกอย่าง​ ทั้งอัคลาก ทั้งบุคลิกภาพ ทั้งสายกำเนิด ทั้งทรัพย์สินเงินทอง​ ดังนั้น จึงเป็นที่หมายปองของคนจำนวนมากในยุคนั้น​ ท่านหญิงเป็นคหบดีที่สำคัญของมักกะห์​ มีกองคาราวานที่ยิ่งใหญ่ที่ทำการค้าขายระหว่างมักกะห์กับซีเรีย​ ระหว่างมักกะห์กับเยเมน​ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าขายที่สำคัญในยุคนั้น

และรอซูลลุลลอฮ์(ศ็อลฯ)​นั้น ได้ทำงานคู่กับท่านหญิง​ บางรายงานได้กล่าวว่า ท่านนบี(ศ็อลฯ)นั้น เป็นหุ้นส่วนของท่านหญิง​ นอกเหนือจากเป็นผู้ที่รับจ้างในกองคาราวานของท่านหญิงไปทำการค้าขายแล้ว​ ท่านนบี(ศ็อลฯ) ก็มีหุ้นอยู่ในการค้าขายนั้นด้วย​ และท่านนบี(ศ็อลฯ) ก็เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ​ ได้ทำการค้าขายให้กับท่านหญิงนั้นมีผลกำไรอยู่ตลอดเวลา​ และก็เป็นที่ไว้วางใจ เพราะว่าฉายาหนึ่งของท่านนบี(ศ็อลฯ) ก่อนที่ท่านจะประกาศศาสนานั้น​ ท่านนบี(ศ็อลฯ) ก็เป็น​ “อัลอามีน” เป็นคนหนุ่มที่ได้รับการยอมรับ เชื่อถือ และไว้วางใจของชาวมักกะห์เกือบทั้งหมด​

การที่คนที่อยู่ในสังคมญาฮีลียะฮ์ในยุคนั้นได้รับการไว้วางใจ และถูกขนานนามว่า “อัลอามีน” ผู้ที่น่าเชื่อถือ​ ผู้ที่ซื่อสัตย์​ผู้ที่วางใจได้ ถือว่า​เป็นเกียรติยศอันหนึ่ง​ แม้นแต่ก่อนการเผยแพร่ศาสนา ฉายาอันนี้ก็เป็นที่ยอมรับของบุคคลเกือบทั้งหมด​ อัลลอฮ์(ซ.บ)​จะให้ใครประกาศริซาละฮ์ของพระองค์นั้น แน่นอน​ ภูมิหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างของบุคคลนั้น ก็ย่อมที่จะมีความสำคัญ​ แบบฉบับ และวิถีชีวิตก่อนหน้า ที่จะเป็นผู้ประกาศสาส์นของอัลลอฮ์(ซ.บ)​ก็มีความสำคัญ​ ดังนั้นชีวิตของท่านนบี(ศ็อลฯ) จึงถูกปกป้อง ดูแล ตลอดชีวิต โดยอัลลอฮ์(ซ.บ)​ตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งมีเรื่องราวต่างๆอย่างมากมาย

ท่านหญิงคอดียะฮ์(ศ็อลฯ) ก็มีความสนใจในตัวของท่านนบี​(ศ็อลฯ) เบื้องต้นจากความซื่อสัตย์ของท่านนบี​ จากความเก่งกล้าสามารถในการค้าขาย​ จากเชื้อสายวงศ์ตระกูลที่สูงส่ง เพราะจริงๆแล้ว ท่านนบีเป็นตระกูลที่สูงที่สุดของอาหรับ​ เป็นที่ยอมรับว่า บนีฮาชิมนั้นเป็นตระกูลที่สูงที่สุดของบรรดาอาหรับที่มีอยู่ในดินแดนฮิญาส เรียกว่า ซัยยิดุลอาหรับลิวัลอะยัม

กุเรช เป็นตระกูลอาหรับที่สูงสุด​ ฮาชิมเป็นตระกูลที่สูงสุดในหมู่กุเรช​ นั่นคือเบื้องต้น ท่านหญิงคอดีญะฮ์(สลามุลลอฮิอลัยฮา) ก็มีความพึงพอใจต่อท่านนบี​(ศ็อลฯ) ประกอบกับเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในช่วงนั้น​ ก็คือมีการเข้ามาในมักกะห์ของพวกยาฮูดีกลุ่มหนึ่ง​ ซึ่งจริงๆแล้วในประวัติศาสตร์ พวกยาฮูดีกลุ่มนี้ที่เข้ามานั้น เป็นการเข้ามาอย่างมีแผนร้าย​ เพราะว่ายาฮูดีนั้น ไม่ได้เข้ามาในมักกะห์​ ยาฮูดีนั้นไม่ได้มีถิ่นฐานในมักกะห์​ แต่ในช่วงนั้น มียาฮูดีกลุ่มหนึ่งเข้ามาในมักกะห์อยู่ตลอดเวลา และเพื่อมาแสวงหาคนๆหนึ่ง​ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นศาสดาองค์สุดท้าย​ ได้มีการปล่อยข่าวนี้ไปยังชาวกุเรช​ โดยเฉพาะในบรรดาสตรีของชาวกุเรชว่าจะมีชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฎขึ้น เขาคือศาสดาองค์สุดท้ายที่ได้ถูกทำนาย​ ข่าวว่าจะมีศาสดาองค์สุดท้ายที่เป็นชาวกุเรชก็แพร่กระจายในเมืองมักกะห์​ และที่บอกว่ายาฮูดีมีแผนร้ายนั้นเพราะว่า ยาฮูดีนั้นตามล่าชายผู้นี้มาตลอด​

เรามีการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ว่าพวกยาฮูดีนั้นได้ทำการไล่ล่ามาตลอดเวลาเป็นร้อยๆปี​ บรรดาบรรพบุรุษของท่านนบี(ศ็อลฯ)ก็ถูกตามล่า ถูกลอบสังหาร ตั้งแต่อับดุลมานัฟเรื่อยมา​ อับดุลมุตตอลิบ จนกระทั่งถึงฮาชิม​ อบูตอลิบถูกล่าถูกสังหารโดยพวกยาฮูดี​ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า พวกยาฮูดีรู้ด้วยว่าศาสดาที่ถูกพยากรณ์จะถือกำเนิดมาจากชาติพันธุ์ไหน ตระกูลใด​ และบรรดาบรรพบุรุษของนบี ก็รู้ว่าจะมีศาสดาองค์หนึ่งปรากฎในเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา​ ก็ได้ทำการปกป้องในบุคคลแต่ละรุ่น​

“อับดุลมุตตอลิบ” จริงๆแล้ว ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน ชื่อจริงของท่านนั้น คืออีกชื่อหนึ่ง​ ถ้าจำไม่ผิด อาจจะชื่อว่า ชีซ หรืออะไรอย่างหนึ่ง​ แต่จะต้องปกปิด เพราะชื่อนี้เป็นที่รู้ของบรรดายาฮู​ดว่า สายเลือดที่จะให้กำเนิดศาสดาองค์ใหม่ และจะทำให้ศาสนาแห่งยาฮูดีนั้นไร้ค่ามาจากเชื้อสายนี้ ดังนั้น อับดุลมุตอลิบจึงถูกเปลี่ยนชื่อ เป็นอับดุลมุตอลิบเพื่อที่จะลวง​ ไม่ให้บรรดายาฮูดที่ชั่วช้าไล่ล่าสังหารสายธารของศาสดาที่จะถือกำเนิดใหม่​ เพื่อที่จะปกป้อง​ ฉะนั้น อันนี้ก็เป็นหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า บรรพบุรุษของท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​นั้นรู้เรื่องราวทั้งหมด​ เตรียมการ เตรียมแผนที่จะปกป้องการถือกำเนิดของศาสดาองค์ใหม่​

และชัดที่สุด เรื่องที่ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์โดยนักประวัติศาสตร์ทุกฝ่าย ทั้งซุนนีและชีอะฮ์ก็บันทึกไว้เหมือนกันว่า เมื่ออบูตอลิบพาท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ออกค้าขายไปยังซีเรีย​ ในระหว่างเดินทางไปยังซีเรียนั้น กองคาราวานของท่านอบูตอลิบที่มีท่านนบี(ศ็อลฯ) ติดตามไปด้วยนั้น ก็ได้พักในสถานที่แห่งหนึ่งระหว่างทาง​ และตรงสถานที่แห่งนั้น ก็มีบาทหลวง ผู้รู้ปุโรหิตชาวคริสต์คนหนึ่งได้เห็นกองคาราวานนี้ ได้สังเกตท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​และได้เรียกท่านอบูตอลิบมาพูดคุยซักถาม​ จนกระทั่งเข้าสู่ประเด็น แล้วก็ถามท่านอบูตอลิบว่า เด็กคนนี้เป็นใคร​

อบูตอลิบเบื้องต้นก็ต้องการที่จะปกปิด​ นี่เป็นหลักฐานอันหนึ่งว่า อบูตอลิบก็รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นใคร​ เพราะการปกป้องนบีนั้น มีตั้งแต่ก่อนนบีถือกำเ​นิด​ ท่านก็บอกว่าเด็กคนนี้นั้นเป็นบุตรชายของฉัน​ บาทหลวงชาวคริสเตียนคนนี้ก็บอกว่าท่านไม่ต้องปกปิดหรอก​ เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกชายของท่านอย่างแน่นอน​ บาทหลวงคนนั้นก็ได้ถามต่อว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าใช่ไหม​ อบูตอลิบเมื่อรู้ว่าบาทหลวงคนนี้รู้บางสิ่งบางอย่าง​ ท่านก็บอกใช่​ เด็กคนนี้เป็นลูกกำพร้า​ อบูตอลิบได้ถามต่อว่าทำไมท่านถึงรู้​ บาทหลวงตอบว่า​ ฉันได้เห็นสัญญาณต่างๆที่ปรากฎขึ้นกับเด็กคนนี้ ฉันได้ดูเมื่อตอนที่เขาเดินทางในกลางแจ้งนั้น จะมีเมฆบดบังตัวของเขาอยู่เสมอเพื่อที่จะไม่ให้แสงอาทิตย์นั้นโดนร่างของเขาและประกอบกับสัญลักษณ์ต่างๆอย่างมากมาย​ หลังจากนั้นบาทหลวงคนนั้นก็ได้สรุปกับอบูตอลิบว่า​ จงปกปักษ์พิทักษ์รักษาเด็กคนนี้ไว้ให้ดีให้พ้นจากเงื้อมมือของยาฮูดีและนัสรอนี​

อันเนื่องจาก หากพวกเขารู้เรื่อง พวกเขาจะฆ่าเด็กคนนี้​ทิ้งเสีย​ เพราะว่าเด็กคนนี้นั้น คือศาสดาพยากรณ์​ เด็กคนนี้นั้นคือศาสดาองค์สุดท้าย​ ซึ่งเมื่อเขาประกาศตัว ก็ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดความชอบธรรมทางศาสนาของยาฮูดและนัสรอนี​ ซึ่งเป็นสิ่งที่อบูตอลิบนั้นรู้ถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้มาตลอด​

กลับมาที่เรื่องของท่านหญิงคอีญะฮ์(สลามุลลอลัยฮา​) กับข่าวว่าจะมีหนุ่มกุเรชคนหนึ่งจะเป็นศาสดาพยากรณ์ ก็มีการสืบหาว่าใครคือชายคนนั้น​ หญิงกุเรชคือต้องการที่จะเป็นภรรยา​ ในระหว่างค้าขายที่ท่านนบี (ศ็อลฯ)รับจ้างหรือรับใช้ท่านหญิงคอดียะฮ์(สลามุลลอลัยฮา)ก็เกิดเรื่องราวต่างๆแบบนี้อีกเช่นกัน

ในระหว่างกองคาราวาน​ เหตุการณ์ที่ไม่ปกติที่เกี่ยวข้องกับท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ ก็ได้ถูกเก็บมาเล่าให้กับท่านหญิงคอดีญะฮ์ ว่าแปลกเป็นอย่างมาก​ ไม่ว่าท่านนบี(ศ็อลฯ) จะเดินไปไหนจะมีเมฆบัง​ แล้วก็เหตุการณ์อื่นๆอีกหลายๆอย่าง​ เมื่อท่านหญิงคอดียะฮ์(สลามุลลอลัยฮา)ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับท่านนบี​ ท่านหญิงได้พูดคำหนึ่งกับบุคคลที่มาเล่าซึ่งคำพูดนี้ก็ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน โดยท่านหญิงคอดียะฮ์(สลามุลลอฮิอลัยฮา) กล่าวว่า

ان کان ما قال الیهود حقا
ถ้าเป็นตามที่ยาฮูดีกล่าวนั้นเป็นจริง
ماذاک الا ذاک
ดังนั้นชายหนุ่มคนนั้นคงจะไม่ใช่คนอื่นอย่างแน่นอน​ คงจะต้องเป็นบุรุษผู้นี้อย่างแน่นอน ที่พวกยาฮูดีที่เข้ามาในมักกะห์กำลังค้นหาว่า ใครคือบุรุษผู้นั้น​ ว่าใครคือศาสดาพยากรณ์องค์นั้น​

ดังนั้นคำพูดนี้ของท่านหญิงคอดีญะฮ์(สลามุลลอลัยฮา) ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งว่า​ ท่านหญิงคอดียะฮ์ก็รู้ล่วงหน้าว่า มูฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮ์ คือศาสดาพยากรณ์​ จากความรู้ที่ได้รับในข่าวคราวที่พวกยาฮูดนำมาปล่อยในมักกะห์พร้อมกับรายละเอียดที่ท่านหญิงได้ข้อมูลมาจากบุคคลที่ติดตามไปในกองคาราวานของท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​

ดังนั้น ยิ่งเพิ่มความรักความต้องการของท่านหญิงที่ต้องการที่จะได้ท่านนบี(ศ็อลฯ)เป็นสามี​ เพราะถือว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่สำหรับท่านหญิง​ ก็พยายามที่จะปรึกษาหารือ​ แต่แน่นอนเพราะท่านหญิงคอดีญะฮ์เป็นผู้หญิง​ ผู้หญิงจะล้ำหน้าก้าวไปก่อน เป็นสิ่งที่น่าเกลียด​ ก็ได้ปรึกษากับท่านหญิงฮาละฮ์ซึ่งเป็นน้องสาวหรือพี่สาวของท่านหญิงคอดียะฮ์ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ ว่าท่านหญิงนั้นได้มีความประสงค์ มีความต้องการที่จะสมรสกับท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ ช่วยหาช่องทาง​ ฮาละฮ์ก็ได้เอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับอัมมาร อัมมารบินยาซิร หรือบิดาของอัมมารก็ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับอบูตอลิบว่า
เหมาะสมที่สุด​ ผู้หญิงคนนี้แหละเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมที่สุดกับท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ เหมาะสมที่สุดกับชายที่ได้รับการขนานนามว่า “อัลอามีน”

💠คุณลักษณะของท่านหญิงคอดีญะฮ์ (อ)

เหตุผลที่เหมาะสมที่สุด เพราะในตัวของท่านหญิงคอดีญะฮ์​(สลามุลลอฮิอลัยฮา) ในยุคนั้นก็ได้รับฉายานามต่างๆอย่างมากมายเช่นกัน​ ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)​ได้รับฉายา​ “อัลอามีน” และท่านหญิงคอดียะฮ์ในยุคนั้น ในมักกะห์ท่านหญิงก็ได้รับฉายานามมากมาย​ อาทิ

“อะฟีฟะฮ์” คือหญิงที่รักษาพรหมจรรย์​
“อากีละฮ์” คือหญิงที่มีสติปัญญา​ ที่ปราดเปรื่อง
“ฮากีมะฮ์” คือหญิงที่มีฮิกมะฮ์​ หญิงที่มีวิทยปัญญา
“ซัยยะติลกุเรช” คือหญิงที่เป็นนายหญิงของหญิงกุเรชทั้งหมด
“ฏอฮีเราะฮ์” คือหญิงที่สะอาดบริสุทธิ์

นี่คือฉายาที่เลื่องลือในมักกะห์​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิฟฟะฮ์​ เรื่องฮิกมะฮ์​ เรื่องอากีดะฮ์​ ซัยยิติลกุเรชหรือฏอฮีเราะฮ์​ คือสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งหมดอยู่ในตัวของท่านหญิงคอดียะฮ์อย่างสมบูรณ์​