ปรมัตถ์แห่งการพลีสดุดีอาชูรอ: ค่ำคืนที่ 2 มุฮัรรอม ปี 1441 (ตอนที่ 2)

37

 ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ  มัจญลิสอิมามฮูเซน (อ.) บทที่ ๒/๖
ค่ำที่ ๒ มุฮัรรอม ฮ.ศ. ๑๔๔๑ (๑ กันยายน ๒๕๖๒)
บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี ถอดบทความโดย กัสมา พีรูซอะลี


🔴 ถอดรหัสเรื่องราวโดยรวมในวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺกับความรัก

การทำความเข้าใจเนื้อหา เพื่อที่จะได้ไม่สับสนในความรักที่มีต่อศาสนา ไม่ว่าจะเป็นอาฮิบบะฮฺ วะอะวิดดาอะฮ์ รวมทั้งเรื่องราวที่ได้อรรถาธิบายต่างๆทั้งหมด จำเป็นต้องเรียงลำดับให้รู้พอสังเขป ดังนี้

▪️ประการที่ 1 : ทำความเข้าใจ ทำไมเรื่องราวแห่งกัรบาลาอฺและวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่

(ขออธิบายในภาษาของผม) เราได้ตอบคำถามประเด็น “ทำไมเรื่องราวแห่งกัรบาลาอฺ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทำไมวีรกรรมนี้จึงเป็นวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีวาทกรรมต่างๆมากมาย” ซึ่งหากจะยกประวัติศาสตร์อิสลามในสมัยนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) ก็มีสงครามอย่างมากมาย เช่น สงครามบะดัร สงครามอูฮุด สงครามคอนดัก สงครามอะฮฺซาบ ฯลฯ แต่ทำไมอัลลอฮ (ซบ) จึงเลือกเอากัรบาลาอฺเป็นแบบฉบับสุดท้ายของมนุษย์ ให้เป็นแบบฉบับอันยิ่งใหญ่ และทุกๆความยิ่งใหญ่ก็เทมายังเรื่องราวของท่านอิมามฮูเซน(อ)และเรื่องราวแห่งกัรบาลาอฺ

คำตอบ ก็คือ เพราะวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺนี้เท่านั้น ที่ในหน้าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ พวกเขาได้สำแดงให้เห็นถึงการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเพื่อให้เห็นถึงการเป็นปรปักษ์กันระหว่างความดีกับความชั่ว บุญกับบาป ความถูกต้องกับความผิด และความเป็นปรปักษ์ระหว่างอิมามฮูเซน (อ) (หัวหน้าของความดีงาม) กับยะซีด ลน.(หัวหน้าของความเลวทราม) อีกทั้งการต่อสู้ในรูปแบบนี้ไม่เคยปรากฏในโลก

ดังนั้น ด้วยกับเหตุผลนี้ จึงกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อิสลาม และในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ และที่สำคัญการต่อสู้ลักษณะนี้ยิ่งใหญ่ ณ อัลลอฮ (ซบ.)

▪️ประการที่ 2 ทำความเข้าใจ คำว่า “หนี้ที่ต้องชดใช้หนี้”

เนื่องจากการมาของอิสลาม มาด้วยการเสียสละของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) ถือว่าเป็นหนี้ที่เราจะต้องจ่าย และอัลลอฮ(ซบ)ตรัสว่า พระองค์รับการจ่ายหนี้ แต่ไม่รับสิ่งอื่นนอกจากความรักต่ออะฮ์ลุลบัยต์(อ)อย่างเดียวเท่านั้น

ดังนั้น การเป็นหนี้ศาสนาและจะต้องใช้หนี้ ซึ่งอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้หนี้ได้ทั้งหมด คือ ความรักประเภท

“ الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ”

(มะวัดดะตะฟิลกุรบา )

การมีความรักให้กับสายเลือด หรือ ญาติสนิททางสายเลือด คือ มีความรักต่อกุรบ่าของท่านนบีเท่านั้น ส่วนอย่างอื่นไม่สามารถที่จะใช้หนี้ได้ และอัศฮาบแห่งกัรบาลาอฺ คือ ผู้ที่ใช้หนี้อันนี้ เพราะสิ่งที่พวกเขาขอ คือ ขอมะวัดดะฮ์

เป้าหมายเพื่อจะชี้ว่า อัศฮาบแห่งกัรบาลาอฺ คือ ผู้จ่ายมะวัดดะฮ์ และอัลลอฮ(ซบ) ยอมรับการจ่ายที่สืบเนื่องจากพวกเขา คือ อะวิดดาอะฮ์ เป็นคนที่อัลลอฮฺทรงมะวัดดะฮ์พวกเขามากที่สุด ซึ่งนัยยะนี้ บ่งบอกถึง พวกเขามีมะวัดดะฮ์ยังพระองค์

▪️ประการที่ 3 : ทำความเข้าใจ 3 นิยามแห่งความรัก

ประเด็น “ประเภทนิยามของความรัก” เราได้อธิบายไปบ้างแล้วว่า ความรักประเภท ‘เอชกฺ’ ก็ยากที่จะเข้าใจแล้ว เพราะความรักแบบเอชกฺ​( عشق ) มีเพียงแค่เหนือสติปัญญาและเหตุผล แต่คำนิยามของมะวัดดะฮ์นั้นเหนือกว่า ‘เอชกฺ’ ซึ่งผมก็ยอม เพราะไม่สามารถเอานิยามอะไรมาอธิบายได้

ขอย้ำว่า ไม่มีวันอธิบายได้ เพราะความรักประเภทมะวัดดะฮ์นี้ไม่สามารถนิยามได้ด้วยภาษา มันจึงต้องนิยามด้วย ‘การกระทำ’ ซึ่งเราเรียกว่า ‘วีรกรรม’

ดังนั้น เมื่อมันถูกสำแดงด้วย วีรกรรม ทุกคนก็เข้าใจและรับได้ทันทีว่า มะวัดดะฮ์ได้ถูกถ่ายทอดให้เห็นถึงความหมายที่สมบูรณ์ของมันแล้วว่า มันเหนือเหตุผลและสติปัญญาเป็นอย่างนี้นี่เอง

หากจะกล่าวโดยสรุป มะวัดดะฮ์ ที่ได้รับการถ่ายทอดด้วยวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺนั้น มิได้ชี้ไปที่การออกไปฟันดาบ ถูกฟัน เพราะแท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของความหมาย “มะวัดดะฮ์” นั้น เหนือเหตุผลและเหนือสติปัญญา ซึ่งท่านอิมามฮูเซน(อ) ได้พิสูจน์สิ่งนี้ในค่ำคืนแห่งอาชูรอ

ถอดรหัสเรื่องราวโดยรวมในวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺกับความรัก

▪️ประการที่ 4 : กัรบาลาอฺ คือ สถานที่ที่พิสูจน์ ‘มะวัดดะฮ์’

คุตบะฮฺสุดท้ายของอิมามฮูเซน(อ) มะวัดดะฮ์ คือ ข้อพิสูจน์การดำรงอยู่ของเอาลาดและอัศฮาบ จนถึงอาชูรอ

ริวายัต บอกว่า ในค่ำคืนแห่งอาชูรอ ท่านอิมามฮูเซน(อ)เรียกทุกคนมาพบ พร้อมทั้งสั่งให้ทุกคนที่ถือคบเพลิง ให้ดับไฟทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีแสงสว่างใดๆ จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าใคร และไม่ให้ใครจำหน้าใครได้

ต่อมา ท่านอิมามฮูเซน(อ) กล่าวคุตบะฮ์ ท่ามกลางความมืดมิด โดยยกเลิกการสัตยาบัน“بيعت” (บัยอัต)ทั้งหมดและกล่าวถึงความดีทั้งหมด อาทิ การสรรเสริญ การยกย่อง การประกาศความประเสริฐของอัศฮาบที่ได้ยืนหยัดเคียงคู่กับท่าน จากนั้นท่านบอกว่า ถึงเวลานี้คือ อาชูรอ พรุ่งนี้คือการพลี

คำอธิบาย : อิมามฮูเซน(อ)ต้องการสิ่งที่ดีกว่า นั่นก็คือ การรับใช้ในครั้งนี้ หรือ การสร้างวีรกรรมในครั้งนี้ มันไม่เพียงเป็นวีรกรรมที่เป็นหน้าที่ทางศาสนาอย่างเดียว แต่มันต้องเป็นวีรกรรมที่สูงส่งด้วย

ด้วยเหตุนี้ อิมามฮูเซน(อ) จึงต้องปลดพันธนาการของพวกเขา จากทุกๆพันธนาการ ซึ่งเราก็ได้บรรยายไปแล้วว่าเป้าหมาย คือ เรื่องอื่น แต่วันนี้จะมาในเรื่องนี้ คือ ปลดเปลื้องพวกเขา เช่น พันธนาการแห่งการเป็นสุภาพบุรุษ พันธนาการแห่งคนมีศาสนา และทุกๆพันธนาการ

หากจะกล่าวสั้นๆ ท่านอิมามฮูเซน(อ) ยังได้พิสูจน์ในคำพูดสุดท้าย คือ การยืนยันความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจ ที่ปรารถนาให้พวกเขาหลุดพ้นจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้

อนึ่งคุตบะฮ์ในคืนอาชูรออันนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และจริงๆแล้ว คุตบะฮ์สุดท้ายของอิมามฮูเซน(อ)นี้ได้จัดทำเป็นหนังสือ โดยบรรดาผู้รู้ของเรา ได้แปลเป็นภาษาไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว (ชื่อหนังสือ “ฮูเซน บิน อะลี “ ขอแนะนำให้อ่านเพื่อทำการศึกษา)

กลับมายังคุตบะฮ์สุดท้ายของอิมามฮูเซน(อ) อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะนำเสนอประโยคสำคัญประโยคหนึ่ง ที่อิมามได้สรรเสริญเยินยออัศฮาบ ความว่า

“، فَإنّي لا أعْلَمُ أصْحاباً أوْفَى وَلا خَيْراً مِنْ أصْحابي”
(ฟะอินนี ลา อะละมุ อัศฮาบัน เอาฟา วะลาคัยรัน มิน อัศฮะบี )
ความว่า “ขอยืนยันกับพวกท่านทุกๆคนว่า ฉันไม่รู้ว่า จะเคยมีอัศฮาบของผู้ใด (สหายผู้ร่วมอุดมการณ์) ที่สูงส่ง ที่ดีเลิศ เท่ากับอัศฮาบของฉันไหม”

อิมามฮูเซน(อ) กล่าวคุตบะฮ์ว่า ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ฉันไม่เคยพบอัศฮาบของผู้ใด จะมีความประเสริฐกว่าอัศฮาบของฉัน พวกท่านนั้นดีเลิศที่สุดแล้ว
และประโยคต่อมา…
“وَلا أهْلَ بَيْتٍ أبَرَّ ولا أوْصَلَ مِنْ أهْلِ بَيْتِي”،

(วะลา อะฮฺละบัยติน อะบัรรอ วะลาเอาศอลา มิน อะฮฺลิบัยตี) “และแน่นอนไม่มีวงศ์วานลูกหลานอะฮฺลุลเบตที่จะดี ที่จะถึงญาติมิตรของตนเองอย่างสูงสุด เหมือนกับอะฮฺลุลเบตของฉัน หรือเท่ากับความประเสริฐของลูกหลานของฉัน”
คำอธิบาย : ท่านอิมามฮูเซน(อ) ย้ำว่า ไม่มีมนุษย์ใดในโลกที่จะมีวงศ์วานและลูกหลานที่ประเสริฐสุด ดีที่สุด เท่ากับลูกหลานและวงศ์วานของฉัน

แต่คืนนี้พวกท่านจงกลับไปเถิด หมดเวลาพิสูจน์ของพวกท่านแล้ว ฉันเชื่อแล้ว

ประโยคต่อมาอิมามฮูเซน(อ) กล่าวว่า….
فَجَزاكُمْ اللهُ جَميعاً خَيْراً”
(ฟาญะซา กุมุลลอฮฺ ญะมีอา คัยรอ)
ขอให้อัลลอฮ(ซบ.) ทรงตอบแทนพวกท่านทุกคน ทั้งอัศฮาบและเอาลาด และขอพระองค์ทรงคุ้มครองทุกท่าน ในการจากไปครั้งนี้”

คำอธิบาย : อิมามฮูเซน(อ)ไม่ใช่นักการเมือง และไม่ได้พูดเพื่อการเมือง แต่การที่ท่านกล่าว ‘ญาซากุมุลลอฮุคอยรอล’ เพื่อพิสูจน์ความจริงใจ ซึ่งคบเพลิงก็ดับหมดแล้ว

“ไปเถิด พวกท่านไม่ต้องอายอะไร ท่านไม่ต้องมามีหน้าที่อะไร เพราะหน้าที่ของพวกท่านหมดเรียบร้อยแล้ว อย่าพะวงถือว่านี้เป็นการทอดทิ้งฉัน ฉันพึงพอใจกับพวกท่านเป็นอย่างมาก แต่ก่อนจะไป โปรดจูงมือลูกหลานของฉันไปด้วย”

บริบทนี้ คือ การพิสูจน์ความจริงใจถึงเจตนารมย์ของอิมามฮูเซน(อ) เพื่อแสดงถึงเป้าหมายที่ต้องการให้อัศฮาบไปอย่างจริงจัง ที่สืบเนื่องจากไม่ต้องการให้วีรกรรมนี้เกิดขึ้นภายใต้พันธะหรือข้อแม้ใดๆ

“ญาซากุมุลลอฮ์ ไปเถิด ฉันจะดุอาอฺตามหลังให้กับท่าน เพราะศัตรูมันต้องการเพียงชีวิตฉัน”

ประโยคนี้⬆️ บ่งชี้ว่า ศัตรูต้องการบัยอัดจากคนเพียงคนเดียว แต่ขณะเดียวกันมันก็พร้อมที่จะสร้างโศกนาฎกรรมทั้งหมด

ด้วยเหตุผลนี้ อิมามฮูเซน(อ) จึงบอกว่า เอาลูกหลานของฉับไปด้วย พาซัยหนับและจูงมือรูกัยยะฮฺไปด้วย พาทุกคนกลับไป ให้ทุกคนปลอดภัย เพราะศัตรู มันต้องการชีวิตฉันเพียงคนเดียว พวกท่านไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาเป็นทุกข์เป็นร้อนกับฉัน เพราะพวกท่านได้พิสูจน์ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ใจในศาสนาแล้ว

ทว่าบรรดาอัศฮาบ ได้ลุกขึ้น ทีละคน ทีละคน ทีละคน ในการประกาศเจตนารมย์การยืนหยัด ซึ่งในประวัติศาสตร์หากไม่คลาดเคลื่อน บุคคลแรกที่ชักดาบกล่าวเจตนารมย์ความเป็นมะวัดดะฮ์ คือ ‘มุสลิม บิน เอาสะญะฮ์ อัล-อะสะดี’

 มุศิบัต วีรกรรมของอัศฮาบ

▪️วีรกรรมของ มุสลิม บิน เอาสะญะฮ์ อัล-อะสะดี

‘มุสลิม บิน เอาสะญะฮ์ อัล-อะสะดี’ ศอฮาบะฮ์ท่านนี้ ได้ตะโกนว่า
“لاوالله لاوالله لاوالله”
(ลาวัลลอฮฺ ลาวัลลอฮฺ ลาวัลลอฮฺ) ไม่มีทาง ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ

▪️ วาทกรรมของ ‘มุสลิม บิน เอาสะญะฮ์ อัล-อะสะดี’

وَ اَللَّهِ لَوْ عَلِمْتُ أَنِّي أُقْتَلُ ثُمَّ أُحْيَا ثُمَّ أُحْرَقُ حَيّاً ثُمَّ أُذْرَى، يُفْعَلُ ذَلِكَ بِي سَبْعِينَ مَرَّةً
(วัลลอฮฺ เลา อะลิมตุ อันนา อุกตะลุ ซุมมา อุฮยา ซุมมา อุฮรอกุ ฮะยาซุมมา อุซรอ ยุฟอะลุ ซาลิกา บี สับอีนะมัรรอฮฺ )
ความว่า แม้นเราจะถูกฆ่า ถูกเผาเป็นซากศพกลายเป็นเถ้าถ่าน แล้วกลับมามีชีวิตใหม่อีก แล้วถูกฆ่า ถูกเผา และแม้นร่างของเรา จะกลายเป็นเถ้าถ่าน ถูกฆ่าถูกเผา ร่างของเรา จะกลายเป็นเถ้าถ่านปลิวว่อนไปกับสายลม แล้วฟื้นชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…..

คำอธิบาย : ถึงแม้นว่า จะถูกฆ่า ถูกเผา แล้วเป็นเถ่าถ่าน แล้วปลิวว่อนไปกับสายลม แล้วกลับมาฟื้นใหม่ บางคนพูด 70 ครั้ง บางคนพูด1000 ครั้ง หรือจะมากกว่า 1000 ครั้ง
พร้อมทั้งขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้น สิ่งนี้ท่านจะไม่มีวันได้เห็น สภาพที่เราเดินออกไปจากท่าน และไม่มีวันได้เห็นเรารอดชีวิตไป แล้วทิ้งให้ท่านต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและตายอย่างเดียวดายแน่นอน

“مَا فَارَقْتُكَ یا حسین”
(มา ฟาร็อกตุกา ยาฮูเซน )
ฉันก็จะไม่มีวันทิ้งท่าน โอ้ !!! ฮูเซน
ดังนั้น เมื่อถึงบริบทนี้ คิดว่า พวกเราทุกคนคงได้คำตอบกันแล้วว่า แท้จริงแล้ว การอยู่ของพวกเขา จนถึงวันอาชูรอ พวกเขาอยู่ด้วยมะวัดดะฮฺ ไม่ได้อยู่ด้วย ชารีอัต
ทว่าทั้งนี้ เราต้องทำความเข้าใจด้วยว่า ถ้าเป็นชารีอัต ทุกคนต้องอยู่ หมายถึง กรณีอิมามฮูเซน(อ.)ไม่บอกให้ไป ทุกคนจะยังไปไม่ได้ แต่เมื่ออิมามฮูเซน(อ.)บอกให้ไป พร้อมทั้งขอดุอาอฺ และให้จูงลูกจูงหลานของท่านด้วย

ดังนั้น ด้วยกับสถานะในวันนั้นของบรรดาอัศฮาบแห่งกัรบาลาอฺ จึงไม่ได้อยู่ด้วยชารีอัต แต่ ณ จุดนี้ ต้องการชี้ว่า พวกเขาอยู่ด้วย “มะวัดดะฮฺ”นั่นเอง

อินชาอัลลอฮฺ ด้วยบะรอกัตของมุฮัรรอม คิดว่าไม่มากก็น้อย ที่พวกเราทุกคนจะได้เข้าใจ คำว่า “มะวัดดะฮ์” แปลว่าอะไร

ดังนั้น ถ้าประสงค์จะเป็นชีอะฮ์อย่างแท้จริง ต้องตั้งปนิธานว่า เราจะมอบ “มะวัดดะฮ์” ให้กับอะฮฺลุลเบตให้ได้ และพึงรู้เถิดว่า อิมามมะฮฺดี(อ.)ไม่ได้เล็กไปกว่าอิมามฮูเซน(อ.)

อนึ่ง จริงอยู่ อิมามฮูเซน(อ.)เป็นต้นแบบ แต่ความจริงอีกประการหนึ่ง คือ ภารกิจของอิมามมะฮฺดี(อ) นั้นใหญ่กว่าภารกิจของอิมามฮูเซน(อ.) ซึ่งข้อสังเกตุนี้ ชี้ไปที่กาลเวลาแห่งการรอคอย การที่อิมามมะฮฺดี(อ.) ต้องรอเรา ประมาณ 1200 ปี ที่บอกว่าอิมามมะฮฺดี(อ.)รอเรานั้น อิมามมะฮฺดี(อ.) รอ “มะวัดดะฮ์” จากพวกเรา

ดังนั้น เมื่อพวกเรา มีโอกาสเป็นชีอะฮฺแล้ว หากจะพูดกันตรงไปตรงมา ‘ฮุบ’ ในทางศาสนาก็ยังไม่มีเลย อย่าว่าแต่ ‘มะวัดดะฮ์’

เป้าหมายต้องการจะบอกให้พวกรู้ว่า อิมามมะฮฺดี(อ.)รอมะวัดดะฮ์ให้ครบจำนวนที่ต้องการก่อน ซึ่งแบบอย่างที่ท่านต้องการนั้นอยู่ที่กัรบาลาอฺ คือ วีรกรรมแห่งอัศฮาบและเอาลาดนั่นเอง

สาระศึกษา : คำว่า ‘อัศฮาบ’ คือสหาย ส่วน คำว่า ‘เอาลาด’ คือลูกหลาน และวีรกรรมของพวกเขาได้อรรถาธิบาย ‘มะวัดดะฮ์’ อย่างสมบูรณ์แล้ว

หมายเหตุ : ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการชี้ว่า เหตุการณ์ที่กัรบาลาอฺนั้นพูดถึงเรื่องของมะวัดดะฮ์ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของชารีอะฮฺ

ด้วยเหตุผลนี้ บรรดาอัศฮาบทั้งหมดจึงสำแดงมะวัดดะฮ์ โดย ‘มุสลิม บิน เอาสะญะฮ์ คือ ผู้ประกาศคนแรกว่า “لاوالله لاوالله لاوالله” และด้วยความรักอันนี้ที่พวกเขาแต่ละคน ค่อยๆพลีค่อยๆพลีไป

 มุศิบัต วีรกรรมของเอาลาด

▪️ วีรกรรมของท่านกอซิม อิบนิ ฮาซัน

ถ้าคิดด้วยสติปัญญาไม่เข้า…ทำไม “กอซิม อิบนิ ฮาซัน” เด็กที่ยังไม่บาลิฆต้องออกสงคราม ซึ่งหากถามว่า เด็กที่ยังไม่บาลิฆจำเป็นต้องออกสงครามหรือไม่?
คำตอบ : ชารีอัตบอกไม่ต้อง แต่ท่านกอซิม อิบนิ ฮาซัน ไม่ยอม
เมื่ออิมามฮูเซน(อ)เห็นคำตอบเป็นเช่นนี้ ริวายัต บอกว่า เมื่อ “กอซิม อิบนี ฮาซัน” มาขออนุญาตออกไปเพื่อทำการต่อสู้ ด้วยกับวัยที่ยังไม่บาลิฆ อิมามฮูเซน(อ.) จึงปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ โดยเบื้องต้นอิมามฮูเซน(อ)ใช้ชารีอัตกับท่านกอซิมก่อน เพื่อทัดทานไม่ให้ออกสมรภูมิรบ
ท่านกอซิม จึงดึงวาศียัตของพ่อที่ได้ฝากไว้ ในวาศิยัตนี้ ฉันไม่เคยแกะดู และฉันก็ไม่เคยแกะอ่าน แต่พ่อสั่งว่า เมื่อถึงนาทีสุดท้าย ลูกจงแกะวาศิยัตที่ห่อแล้วเอาสิ่งนี้ผูกไว้ที่แขนไว้ ให้ อาฮูเซน(อ.)ของเจ้าอ่าน
ทีนี้ขอย้อนก่อนจะยกคำวาศิยัตจากพ่อ ในครั้งแรก ท่านกอซิม ไปขออนุญาตอิมามฮูเซน(อ) ไม่อนุญาต กอซิมก็กลับมาครั้งที่สอง กลับไปปรึกษาท่านหญิงอุมุลฟัรวะฮฺ (แม่ของกอซิม) เมื่อฟังความเช่นนั้น จึงบอกว่า กระนั้นแล้ว ลูกเอาสิ่งนี้ไป แล้วกำชับลูกว่า….
“จงไปเปิดต่อหน้าอาของเจ้า อะบาอับดิลลาฮิลฮูเซน(อ)”

▪️ คำวาศียัตของพ่อ (อิมามฮาซัน อัลมุจตะบา(อ))

เมื่อใดที่ลูกจะออกไปรบแล้ว หากอาของเจ้าไม่อนุญาต จงให้เขาอ่าน เมื่ออิมามฮูเซน(อ)เปิดห่อผ้าที่มีลักษณะเหมือนตะกรุดเล็กๆอันหนึ่ง ซึ่งข้างในมีวาศียัตของอิมามฮาซัน อัลมุจตะบา(อ)
อิมามฮูเซน(อ.)ได้จูบก่อน จากนั้นท่านวางที่ตาขวาแล้ววางที่ตาซ้าย และเมื่อคลี่ดูพบว่า เป็นจดหมายฉบับหนึ่ง เขียนว่า
“โอ้น้องรัก เมื่อใดก็ตามที่ ‘กอซิม’ ไปขออนุญาตเจ้า เพื่อออกสมรภูมิรบ ให้รู้ไว้เถิดว่า ฉันได้อนุญาตแล้ว เจ้าก็โปรดอนุญาตให้เขาออกไปทำสงครามด้วย”
บทสรุป แม้แต่เด็กที่ยังไม่บาลิฆ ก็มีมะวัดดะฮ์ จะเห็นได้ว่า เรื่องราวที่กัรบาลาอฺ ไม่มีเหตุผลอื่น เว้นแต่การมีมะวัดดะฮ์เท่านั้น เพราะชารีอัตจบตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะเด็กไม่บาลิฆไม่ต้องออกไปยังสมรภูมิรบ จริงๆแล้วยังมีรายละเอียดอื่นๆอีก เช่น ลูกเด็กเล็กแดงของท่านหญิงซัยหนับ(สลามุลลอฮฯ)

แม้ความจริง บรรดาสตรีไม่มีความจำเป็นในสงคราม สตรีไม่มีความจำเป็นต่อสงคราม ทว่าเป้าหมายต้องการให้เห็นอูบูดียะฮ์ของเด็กๆและสตรีในศาสนาของอัลลอฮ์ (ซบ.) นั้น ก็คือ บทบาทของสตรีและเด็กแห่งกัรบาลาอฺ

พี่น้องอย่าลืมว่า อิมามฮูเซน(อ.) ถ้าจะประสบมูษิบัต ซึ่งบรรดาอะเล็มอุลามาอ์บอกว่า มูษิบัตของอิมามฮูเซน(อ)นั้น ในวันที่ 10 วันอาชูรอ มีเพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่มุษิบัตของเด็กๆและสตรีนั้นยาวนานเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นมุษิบัตที่ส่งผลในการปลุกเร้าบรรดาเยาวชนคนรุ่นหลังทั้งโลกนั่นเอง

 มุศิบัต วีรกรรมของอัศฮาบ

▪️ มุศิบัต วีรกรรมของ โฮร บิน ยาสีด อัรริยาฮี

โฮร บิน ยาสีด อัรริยาฮี คือ แม่ทัพใหญ่ของยะซีด ที่นำกองทัพมาขวางทางอิมามฮูเซน(อ) เมื่อใกล้จะถึงกูฟะฮฺ เนื่องจากโฮรไม่เคยเชื่อว่า ‘อิบนิซิยาด’ ต้องการจะสังหารอิมามฮูเซน(อ)

ครั้น เมื่อโฮรรู้ว่า ผู้บัญชาการของเขา ต้องการสังหารอิมามฮูเซน(อ) โฮรจึงตัดสินใจออกจากกองทัพของยะซีด และมาเข้าร่วมขบวนการกับอิมามฮูเซน(อ)

อนึ่ง ‘โฮร’ คือ ชะฮีดคนแรกแห่งกัรบาลาอฺ โดยใช้สิทธิของการเป็นผู้ปิดล้อมท่านอิมามฮูเซน(อ) ด้วยการขออนุญาตว่า…
“ขอให้เลือดของฉัน ได้ล้างบาปของฉัน บาปนี้ใหญ่หลวงนัก ฉันขอตายในหนทางของอัลลอฮ์(เป็นชะฮีด)ก่อนทุกคน เพื่อจะได้ให้เลือดของฉัน ได้ล้างบาปของฉัน”

เหตุการณ์ในสมรภูมิรบ เมื่อโฮรล้มลง ท่านอิมามฮูเซน(อ)ได้ไปอุ้มร่างของเขาเข้ามาในอ้อมกอด ขณะอยู่บนดิน เขาได้มองหน้าอิมามฮูเซน(อ)ในช่วงที่วิญญาณจะออกจากร่าง ซึ่งสิ่งเดียวที่เขาเป็นห่วงมากที่สุด คือ เขาได้ถามอิมามฮูเซน(อ.)ว่า
اوفیت یابن رسول‌الله “
(อะวาฟัยตุ ยับนารอซูลิลละฮฺ) ฉันได้รักษาสัญญาหรือเปล่า โอ้บุตรแห่งศาสดา ที่ฉันได้สัญญาว่า จะปกป้องท่าน

ณ ตอนนั้น สภาพของโฮรถูกฟันที่กลางศรีษะ ทว่าหลังจากที่อิมามฮูเซน(อ.)ได้ฉีกเสื้อของท่านและได้ผูกไปที่ศรีษะเพื่อ ห้ามเลือด ก็ได้ยิน โฮรกล่าวขอคำรับรองอีก
“اوفیت یابن رسول‌الله “
ขอยืนยันจากอิมามฮูเซน(อ)ว่า ฉันได้รักษาสัญญาของฉันหรือไม่?
อิมามฮูเซน(อ.)ตอบ บาเละฮฺ (ภาษาฟาร์ซี) หรือ ‘นะอัม’ (نعم) แปลว่า ใช่แล้ว เจ้าได้รักษาสัญญาของเจ้าแล้ว และประโยคต่อมา อิมามกล่าวว่า….

“วันนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว วันนี้เจ้าได้เป็นอิสรชนอย่างแท้จริง”
أَنْتَ الْحُرُّ كَما سَمَّتْكَ أُمُّكَ وَ أنْتَ الْحُرُّ فِي الدُّنْيا وَالْآخِرَةِ
(อันตะฮุรรุ กะมา ซัมมัตกะ อุมมุกะ วะอันตัล ฮุรรุฟี ดุนยา วัลอะคีเราะฮฺ)
เหมือนกับที่แม่ของเจ้าได้ตั้งชื่อเจ้า ซึ่งคำว่า ‘โฮร’ แปลว่า อิสรชน

▪️ มุศิบัต วีรกรรมของ ญูน

‘ญูน’ คือ ทาสผิวดำ ตัวเหม็น ที่ท่านอิมามอาลี (อ.) ได้ซื้อตัวเขาด้วยเงินจำนวน 150 ดินาร์ (เหรียญทองคำ) และ มอบให้แก่อบูซัร

และในช่วงที่ ‘อบูซัร’ ถูกเนรเทศไปยัง “รอบะซะฮ์” ดินแดนที่มีความแห้งแล้งและกันดาร ‘ญูน’ คนรับใช้ผู้นี้ก็ได้เดินทางไปยังดินแดน “รอบะซะฮ์” เพื่อคอยรับใช้เขา

ทว่าหลังจาก ‘อบูซัร’ เสียชีวิต ‘ญูน’ ก็ได้กลับมายังเมืองมะดีนะฮ์ทำหน้าที่รับใช้ท่านอิมามอะลี (อ.)เป็นคนต่อมา

จนกระทั่งหลังจากการเป็นชะฮีด (เสียชีวิต) ของท่านอิมามอาลี (อ.) เขาได้รับใช้ท่านอิมามฮาซัน มุจญฺตะบา (อ.) และหลังจากท่านอิมามฮาซัน (อ.) เขาก็ทำหน้าที่รับใช้ท่านอิมามฮูเซน (อ.) จนในที่สุด ด้วยความรักและซื่อสัตย์ต่ออิมามฮูเซน(อ.) อย่างยิ่ง เขาจึงร่วมเดินทางกับท่านอิมามฮูเซน (อ.) จากมะดีนะฮ์ไปยังนครมักกะฮ์ และจากมักกะฮ์ไปยังกัรบะลาอ

‘ญูน’เป็นชะฮีด (ชูฮาดา)คนสุดท้ายของอัซฮาบเพราะภารกิจของ ‘ญูน’ ต้องดูแลคอยรับใช้ พร้อมทั้งปกป้องอิมามฮูเซน(อ)อย่างใกล้ชิด จนอัศฮาบท่านอื่นๆเป็นชะฮีดในวันอาชูรอหมดแล้ว กระทั่งเหลือ ‘ญูน’ เป็นคนสุดท้าย

อิมามฮูเซน(อ) ได้ปลดพันธนาการให้ญูนเป็นอิสระแล้ว แต่ญูนยืนยันจะขออยู่ในคืนอาชูรอด้วย และนาทีสุดท้าย ญูนขออนุญาตท่านอิมามฮูเซน(อ)เพื่อออกสู่สนามรบ เพื่อปกป้องอะฮฺลุลเบตของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) แต่อิมามฮูเซน(อ)ไม่ยินยอมให้ญูนออกสมรภูมิ โดยกล่าวว่า โอ้ ญูน….

أَنْتَ فِي إِذْنٍ مِنِّي فَإِنَّمَا تَبِعْتَنَا طَلَباً لِلْعَافِيَةِ فَلَا تَبْتَلِ بِطَرِيقِنَا

“บัดนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว ฉันอนุญาตให้เจ้าไปจากที่นี่ได้ เพราะแท้จริงเจ้าได้ติดตามฉันมาเพื่อแสวงหาชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย ดังนั้นเจ้าอย่าได้มาประสบกับความทุกข์ยากในหนทางของพวกเราเลย”

เห็นได้ว่า อิมามฮูเซน(อ.) ไม่ให้ ‘ญูน’ ออกไปทำสงครามด้วยกับประโยคที่ท่านกล่าวว่า…
“โอ้ ญูน เอ๋ย เพียงพอแล้ว เท่านี้ชีวิตของเจ้าก็เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว เจ้ารับใช้พวกเรามาอย่างยาวนานเพียงพอแล้ว และชีวิตของเจ้าได้พลีไปหมดแล้ว วันนี้เรายกให้กับเจ้า และได้ปลดพันธนาการให้กับเจ้าหมดแล้ว ไปเถิดกลับไปหาความสุขยังบ้านเกิดเมืองนอนของเจ้า เราจะขอดุอาอฺให้ชีวิตของเจ้ามีความสุขในโลกนี้ ไปเถิดญูน

เมื่อญูนได้ยินเช่นนั้น ญูนดีใจหรือไม่พี่น้อง? พลันน้ำตาของญูนก็ไหลออกมา และกล่าวถาม “โอ้บุตรท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์” ถามท่านอิมามฮูเซน(อ.)ว่า ทำไมหรือเมาลา เลือดของคนดำมันไม่เหมาะสมจะปนกับเลือดของพวกท่านหรือ? เพราะฉันตัวดำใช่ไหม เพราะฉันตัวฉันเหม็นใช่ไหม ท่านจึงไม่อยากให้เลือดของคนดำได้ปนกับเลือดของท่าน

และยิ่งอิมามฮูเซน(อ)ห้ามเท่าไหร่ ญูนก็ยิ่งคะยั้นคะยอ จนท้ายที่สุด เพื่อจะขอให้ได้ไปสู่สมรภูมิรบ ญูนร้องไห้และก้มลงซบแทบเท้าทั้งสองของอิมามฮูเซน(อ.) แล้วเอาน้ำตาล้างเท้าอิมามฮูเซน(อ.) พร้อมกับกล่าวว่า
“ฉันเกิดต่ำต้อย ฉันเกิดมาตัวเหม็น ฉันเกิดมาตัวดำ ฉันเกิดมาเป็นทาส โปรดให้โอกาสนี้กับฉันได้แสดงมะวัดดะฮ์ (ได้แสดงความรัก)ต่อลูกหลานนบีเถิด”

يَا ابْنَ رَسُولِ اللَّهِ أَنَا فِي الرَّخَاءِ أَلْحَسُ قِصَاعَكُمْ وَ فِي الشِّدَّةِ أَخْذُلُكُمْ وَ اللَّهِ إِنَّ رِيحِي لَمُنْتِنٌ وَ إِنَّ حَسَبِي لَلَئِيمٌ وَ لَوْنِي لَأَسْوَدُ فَتَنَفَّسْ عَلَيَّ بِالْجَنَّةِ فَتَطِيبَ رِيحِي– وَ يَشْرُفَ حَسَبِي وَ يَبْيَضَّ وَجْهِي لَا وَ اللَّهِ لَا أُفَارِقُكُمْ حَتَّى يَخْتَلِطَ هَذَا الدَّمُ الْأَسْوَدُ مَعَ دِمَائِكُمْ
โอ้บุตรของท่านศาสนทุตแห่งอัลลอฮ์! ในยามสุขสบาย ข้าพเจ้าได้กินจากจานอาหารของพวกท่าน แต่ในยามทุกข์ยาก จะให้ฉันละทิ้งไปจากพวกท่านกระนั้นหรือ….
ขอสาบานต่ออัลลอฮ​ฺ แท้จริงกลิ่นกายของข้าพเจ้ามันช่างเน่าเหม็น แท้จริงสายตระกูลของข้าพเจ้าช่างต่ำต้อย และสีผิวของข้าพเจ้ามันช่างดำสนิทเสียเหลือเกิน
ขอท่านได้โปรดหายใจรดข้าพเจ้าในสรวงสวรรค์ด้วยเถิด เพื่อกลิ่นกายของข้าพเจ้าจะได้หอมหวน สายตระกูลของข้าพเจ้าจะได้มีเกียรติ และใบหน้าของข้าพเจ้าจะได้ขาวผ่อง
ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าพเจ้าจะไม่แยกตัวไปจากพวกท่าน จนกว่าเลือดที่ดำสนิทนี้จะได้ผสมผสานไปกับเลือดของพวกท่าน”

‘ญูน’ ได้กล่าวประโยคนั้นพลางก็ร้องไห้พลาง จนกระทั่งท่านอิมามฮูเซน (อ) เองก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาของตนเองไว้ได้ และได้อนุญาตแก่ญูนออกสู่สมรภูมิ

นี่คือ อัศฮาบของอิมามฮูเซน(อ) ที่แต่ละคนมีวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่พิสูจน์มะวัดดะฮฺต่ออิมามของเขา

▪️ มุศิบัต วีรกรรมของ ฮะบีบ บิน มะศอเฮร

เราก็รู้ในอัลกรุอานตรัสว่า คนแก่ไม่ต้องออกไปทำสงคราม ซึ่ง ท่านฮาบีบก็เช่นกัน ด้วยกับท่านแก่จนกระทั่งว่า หนังตาของท่านลงมาปิดตาล่าง

ในรีวายัต บันทึกว่า ในสงครามแห่งกัรบาลาอฺ ฮาบีบต้องใช้ผ้าผูกศรีษะ เพื่อจะได้ดึงหนังตาขึ้น เพื่อให้ได้มองเห็นศัตรู

คำอธิบาย : เพื่อชี้ว่า กรณี ท่านฮาบีบ ‘ชารีอัต’ ยกเว้นให้แล้ว แต่สิ่งที่เราได้เห็น ฮาบีบ คือ ชายชราที่แก่ที่สุดในวีรกรรมแห่งกัรบาลาอฺ ที่ได้พิสูจน์มะวัดดะฮ์ที่มีต่อท่านอิมามฮูเซน(อ)เมาลาของเขา

لاحول ولا قوة الا بالله العلي العظيم
ۗ وَسَيَعْلَمُ الَّذِينَ ظَلَمُوا أَيَّ مُنقَلَبٍ يَنقَلِبُونَ

 มุศิบัตวีรกรรมของอัศฮาบ

▪️วีรกรรมของ ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี คือ อีกท่านหนึ่งในอัศฮาบที่สำแดงถึงมะวัดดะฮ์ที่มีต่ออะฮฺลุลเบต(อ)ตามคำสั่งของอัลลอฮฺ(ซบ.)ณ แผ่นดินกัรบาลาอฺ

พี่น้อง !!! ‘อับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี’ ภารกิจของท่านคือ ยืนอารักขาเป็นเกราะป้องกันให้กับอิมามฮูเซน(อ)ขณะทำการนมาซในทะเลทรายแห่งกัรบาลาอฺ

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี พร้อมกับอัศฮาบอีกท่านหนึ่งนามว่า ท่านซูเฮร ก็ได้มาเป็นเกราะป้องกัน เอาตัวเป็นโล่ให้กับท่านอิมามฮูเซน(อ)

รอวีย์(ผู้รายงาน)ได้บอกว่า ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี ระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยทุกครั้งที่ท่านอิมามฮูเซน(อ) ขยับ ไม่ว่าจะขยับไปทางซ้ายหรือทางขวา อับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี ก็จะขยับตามท่านอิมามฮูเซน(อ)เพื่อที่จะเอาตัวของท่านเข้ารับอาวุธต่างๆ เช่น ธนู หรือหอก หรือดาบ ที่พุ่งเข้ามายังแถวละหมาดของท่านอิมามฮูเซน(อ)แทน

พี่น้อง !!! ด้วยกับบาดแผลที่มีอยู่อย่างมีมากมาย

แน่นอน ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี ต้องอดทนจากบาดแผลที่เกิดขึ้น จนกระทั่งท่านได้ล้มลงระหว่างสองแขนของท่านอิมามฮูเซน(อ)

حتی تقتل بین یدی الحسین

(ฮัตตา ตะกอตา บัยนายะดัยยิลฮูเซน)

และเมื่อ อับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี ตกลงมาบนตักของท่านอิมามฮูเซน(อ.)แล้ว ท่านก็ได้มองไปยังใบหน้าอันมูบาร็อคของท่านอิมามฮุเซน(อ.)และก็ถามว่า

“اوفیت یابن رسول‌الله “

(อะวาฟัยตุ ยับนารอซูลิลละฮฺ)ฉันได้ทำตามคำมั่นสัญญาของฉันแล้วยัง โอ้บุตรของรอซูลของอัลลอฮฺ(ซบ.)

ต่อมา หลังจากที่ ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี เป็นชะฮีด บรรดาอัศฮาบก็ได้อุ้มเรือนร่างที่ไร้วิญญาณของท่าน มาทำการนับบาดแผล

พี่น้อง !!! บรรดาอัศฮาบได้นับรอยบาดแผล ที่เกิดจากคันธนูและดาบ ปรากฏว่ามีอยู่ทั้งหมด 13 บาดแผลพี่น้อง

เราอยากจะบอกกับท่านว่า โอ้ท่านชะฮีดเอย หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงเมาลาของท่าน ขณะอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่ไร้ความเมตตา แต่สิ่งที่พวกมันทำคือ ระดมยิงธนูมาที่เรือนร่างของอิมามฮูเซน(อ.)ด้วยคำสั่งของชิมรฺ ละนะตุลลอฮฺ

รอวีย์ได้รายงานว่า พวกเขาได้กระหน่ำยิงลูกธนู มายังเรือนร่างของท่านอิมามฮูเซน(อ.)จนร่างกายของท่านนั้นเปรียบเสมือนกับเม่น แต่ในทั้งหมดนั้นมีธนูอยู่ดอกหนึ่งพี่น้อง ที่ทำให้ท่านอิมามฮูเซน(อ.)เลือดไหลมาก ถึงขั้นท่านต้องก้มเผื่อจะเอาชายอะบาของท่านมาเช็ดเลือดที่อยู่ในตาของท่าน

พี่น้อง ตอนนั้นเองหน้าอกของท่านอิมามฮูเซน(อ.)จึงเป็นช่องว่าง ทำให้ถูกเปิดออกมา ฮัรมาละฮฺ ละนาตุลลอฮฺ เห็นดังนั้น ก็ได้ยิงธนูมาดอกหนึ่ง เขาบอกว่าธนูดอกนี้มีคุณสมบัติอยู่ 3 อย่าง

ข้อที่ 1 ธนูดอกนี้คมมาก

ข้อที่ 2 ธนูดอกนี้เคลือบด้วยยาพิษ

ข้อที่ 3 ธนูดอกนี้เป็นดอกธนู 3 เฉก

พี่น้อง ฮัรมาละฮฺ ละนาตุลลอฮฺ มันได้เล็งไปที่หน้าอกของอิมามฮูเซน(อ.)และก็ปล่อยลูกศรนั้นไปปักอยู่ตรงกลางหัวใจของท่านอิมามฮูเซน(อ.) และดอกธนูดอกนี้เองที่ทำให้อิมามฮูเซน(อ.)ตกลงจากหลังของ ซุลญานา

▪️ประวัติท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี พอสังเขป

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮานาฟี คือ ผู้ทรงเกียรติและมีอิทธิพลมากในกูฟะฮ์

ท่าน คือ ผู้ช่วยเหลือท่านมุสลิม บิน อะกีลในกูฟะฮ์ เป็นผู้ส่งจดหมายจากท่านมุสลิมจากกูฟะฮ์ในให้อิมามฮูเซน(อ) และอยู่กับอิมามฮูเซน(อ) จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย ทำหน้าที่ยืนอารักขาอยู่เบื้องหน้าของอิมามฮูเซน(อ) ขณะที่ท่านทำนมาซในสนามรบ และยืนรับธนูจากกองทัพศัตรูเพื่อปกป้องอิมาม(อ) และได้รับชะฮีดในท้ายที่สุด

السَّلام عَلَيْكَ يَا أبَا عَبْدِ اللهِ ،

اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم