นิซฟูชะอฺบาน – วันคล้ายวันประสูติ อิมามมะฮ์ดี (อ) “มหาบุรุษที่โลกรอคอย” (ตอนที่ 6)

28

🎈นิซฟูชะอฺบาน 2020 Part 6 วันคล้ายวันประสูติ อิมามมะฮ์ดี (อ) “มหาบุรุษที่โลกรอคอย”

8/4/2563 (ค่ำ 15 ชะอฺบาน 1441) บรรยายพิเศษโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลิมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี


🔴 ทุกคนต้องมีมะรีฟัตต่ออิมามประจำยุค

เรื่องมะรีฟัต ในเมื่อนบีมูฮัมหมัดศ็อลฯ)บอกว่า ทุกคนต้องมี ก็ต้องยอมรับว่าทุกคนต้องมี และความรู้นี้ไม่ใช่เฉพาะผู้รู้ศาสนา อุลามาอฺที่เป็นเชค เป็นซัยยิด หรือเฉพาะท่านอยาตุลลอฮ์เบฮยัต(รฎ.) หรือเฉพาะท่านอิมามอาลีคาเมเนอี เพียงเท่านั้น

🌷ท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)กล่าวว่า “ใครก็ตามที่ไม่มีมะรีฟัตต่ออิมามประจำยุค…..”

คำอธิบาย : นบีบอก โดยใช้คำว่า “ใครก็ตาม” ฮะดิษนี้ชี้ 👉 มาที่เรา หมายถึง รวมเราด้วย ไม่ใช่แค่อยาตุลลอฮ์เพียงเท่านั้น แต่รวมทุกคนที่เป็นชีอะฮ์ ถ้าไม่มีมะรีฟัตกับอิมามประจำยุค เขาตายแบบญะฮีลียะฮ์

🔶ลักษณะการตายแบบญะฮีลียะฮ์

➡️“ตายแบบญะฮีลียะฮ์”​ คือ ตายอย่างคนที่ไม่เคยใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

➡️“ตายแบบญะฮีลียะฮ์”​ คือ ตายอย่างคนที่ไม่มี “انسانية الانسان” (อินซานียาตุลอินซาน) หรือที่เรียกว่า ตายอย่างคนที่ไม่มีความเป็นมนุษย์ในการดำเนินชีวิต

นี่คือ การตายแบบญะฮีลียะฮ์ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมถึงเราด้วย เพราะท่านนบี(ศ็อลฯ)บอกไปแล้วว่า “ใครก็ตาม” นั่นแสดงว่า มะรีฟัตนี้รวมทุกคน

👉 คำถาม : และถ้าเราบอกว่า มะรีฟัตเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องมีก็ได้ ได้หรือไม่ ?

👉 คำตอบ : ตอบ ไม่มีไม่ได้ แม้เราจะอ้างว่า มะรีฟัตนี้สำหรับเราแล้ว เรามีไม่ได้ เพราะรายละเอียดของมัน ทั้งสูงส่ง ทั้งยาก อีกทั้งลึกซึ้ง จึงเป็นสิ่งที่เรามีในเรื่องนี้ไม่ได้

ทว่าท่านนบี(ศ็อลฯ) บอกว่า ถ้าใครไม่มี เขาตายอย่างญะฮีลียะฮ์ ลองคิดดู อะไรจะเกิดขึ้น “ถ้าเรามีไม่ได้และถ้าไม่มีเราก็ตาย” เท่ากับว่าอัลลอฮ (ซบ.) ทรงกำหนดหน้าที่ที่เราทำไม่ได้ ดังนี้แล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมอบภารกิจในสิ่งที่เราทำไม่ได้

ในเมื่อท่านนบี(ศ็อลฯ) บอกแล้วว่า มะรีฟัตเรามีได้ รวมชีอะฮ์ทุกคน ชีอะฮทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นชีอะฮ ป.1 จนถึงระดับปริญญาเอก ทุกคนต้องรู้ว่า มะรีฟัต คือ สิ่งที่ชีอะฮ์ทุกคนจะต้องมี เพราะฉะนั้นอย่าคิด อย่าพูด อย่านึกเด็ดขาดว่า มะรีฟัตไม่ใช่หน้าที่ของเรา และอย่าได้คิดว่า มะรีฟัตเป็นหน้าที่ของอยาตุลลอฮ์

สรุป มะรีฟัต คือ หน้าที่ของทุกคน

👉 คำถาม : หากถามว่า แต่ละคน ต้องมีความรู้แบบไหนถึงจะมีมะรีฟัต

👉 คำตอบ : ทุกคน ต้องให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ อาทิ ๑.ต้องมีมะรีฟัต ๒.ต้องเพิ่มมะรีฟัต ๓. ต้องเพิ่มพูนมะรีฟัต

🔴 สถานการณ์โลกผลพวง “ไวรัส โคโรน่า โควิด – 19”

บริบทนี้ จำเป็นต้องเปรียบเทียบเพื่อทำความเข้าใจพอสังเขป ดังนี้

👉 คำถาม : ทำไมผู้รู้บางท่านจึงรู้ว่าการปรากฏของท่านอิมามมะฮ์ดี (อญ.) ใกล้แล้ว

👉 คำตอบ : เพราะผู้รู้มีมะรีฟัต

👉 คำถาม : ในขณะที่คนทั่วไปมองวิกฤติในสถานการณ์ไวรัสโคโรน่า มีทั้งเกิดความเกลียด ทั้งกลัว และไม่ชอบ แต่ทำไมผู้รู้บางท่านกลับมองเห็นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม นั่นก็คือ ผู้รู้มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดีมาก มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นตัวช่วยในการปรากฏตัวของอิมามมะฮดี (อ) เร็วขึ้น ซึ่งหากถามว่า เหตุใดผู้รู้จึงมีมุมมองเช่นนั้น

👉 คำตอบ : เพราะเขา (ผู้รู้)มองอย่างมีมะรีฟัต

🔸 ผลพวงที่เกิดจากวิกฤตไวรัส โคโรน่าโควิด-19

ปัจจุบันนี้ เราอยู่ในวิกฤติโควิด-19 วัลลอฮุอะอฺลัม “อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ดียิ่ง” ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครคาดเดาอนาคตได้และไม่รู้จุดจบว่า มันจะจบวันไหน เมื่อไหร่ และแบบไหน

แน่นอนในช่วงแรก ทุกคนเกิดความกลัวและตกใจ เพราะขึ้นชื่อว่า “ไวรัส” ลองคิดดู สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันสามารถฆ่าคนตายได้นับล้านๆคน

สรุปง่ายๆ การระบาดของไวรัส เมื่อเทียบการสงคราม เราจะพบว่า การจู่โจมของมันที่มีต่อมนุษย์ ไม่ต้องส่งกองทัพเรือ ไม่ต้องส่งกองบิน ไม่ต้องส่งกองทัพ ไม่ต้องส่งอะไรสักอย่าง แค่มันลุกระบาดทีเดียว กลับทำให้มนุษย์คุกเข่าได้

ทว่า หากพินิจพิจารณา จริงอยู่มันน่ากลัว แต่เมื่อติดตามวิกฤติโรคระบาดนี้ ผ่านไปสักพัก ผ่านไปเรื่อยๆ เราเริ่มรู้สึกรักโควิดเข้าแล้ว ไม่ใช่ว่า เราอยากให้ไวรัสตัวนี้มาติดเรา แต่รักในวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเรามองเห็นสิ่งที่ดีในโควิด ซึ่งมองในที่นี้ คือ มองอย่างมีมะรีฟัต

เมื่อเรามองอย่างมีมะรีฟัต จึงทำให้เราคิดออก ในขณะที่สมัยก่อนเคยจินตนาการว่า เมื่ออิมามมะฮดี (อ)มาปรากฏ จะรบกับอเมริกาอย่างไร ถึงกระนั้นเราก็มีความรู้ว่า อัลลอฮ (ซบ.)ยืนยันและมีฮะดิษว่าด้วยเรื่อง อิมามมะฮดี(อ)มาแบบธรรมชาติ ท่านไม่ได้เหาะเหินบินมา ท่านมาแบบปกติ ถ้าหนีไม่ทันก็ถูกอับบาซียะฮ์ลากเช่นกัน และไปถึงขั้นต้องหนีลงอุโมงค์ จนในที่สุดได้เร้นหายไป

และในรายงานบันทึกว่า ในวันที่อิมามมะฮดี (อ) จะกลับมาปรากฏอีกครั้งหนึ่ง ท่านก็จะมาต่อสู้ในแบบธรรมชาติเช่นเดิม ซึ่งโจทย์นี้ ผมก็นั่งแก้ คิดแล้วคิดอีก แต่ก็ตีไม่แตก เพราะฝ่ายอธรรม มีทั้งนิวเคลียร์ มี F-16 มีเครื่องบิน มีโดรน และอีกมากมาย จึงเกิดปมขึ้นมาว่า แล้วอิมามมะฮดี(อ) จะสู้อย่างไร จะชนะอย่างไร ในขณะที่อำนาจทั่วโลกตกอยู่ในมือของญาฮีลียะฮ์ยุคใหม่

🔶 คำนิยาม : ญะฮีลียะฮ์ยุคใหม่

ญะฮีลียะฮ์ยุคใหม่ คือ ทุกรูปแบบของญะฮิลียะฮ์ อาทิ มารยาท, ไอเดียและแนวคิด, กฎหมายและกฎข้อบังคับ, ความไม่ชอบธรรม, คุณค่าบรรทัดฐานความชั่วร้าย ไม่บริสุทธิ์ และนักสมคบคิวชาวยิวและตะวันตกร่วมมือกันทำลายอิสลาม เป็นต้น

ดังนั้น เมื่ออังกฤษ สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เยอรมัน รวมทั้งหมดข้างต้น มามีอำนาจในยุคใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกว่า “ญะฮีลียะฮ์ยุคใหม่” เช่นนี้แล้ว การมาปรากฏตัวต่อสู้แบบธรรมชาติ ซึ่งจริงๆแล้ว การต่อสู้แบบไม่ธรรมชาติก็มี เพราะทางเรา ยังมีกองทัพ มีขีปนาวุธ และโดรนก็มี แต่เมื่อเทียบสัดส่วนสรรพาวุธกับบรรดามหาอำนาจผู้กดขี่แล้ว ทางเรายังห่างไกลอีกหลายชั้น หลายขุมนัก

อย่างไรก็ตาม บทสรุปมุมมองการต่อสู้โดยธรรมชาตินี้ ผมเชื่อว่า ชนะ เพียงแต่มองยังไม่ออกว่า การชนะโดยธรรมชาตินั้นชนะแบบไหน เพราะคิดไปคิดมา ก็วกเข้าสู่เรื่องเหนือธรรมชาติอีกเช่นกัน แต่เมื่อวิกฤตการณ์โควิด-19 เกิดขึ้น จึงทำให้ผมมองทะลุปรุโปร่ง เห็นได้ชัดว่า ไวรัสตัวนี้ทำให้มหาอำนาจกลายเป็นลูกแมว และมหาอำนาจทั้งหมดกำลังจะหมดอำนาจลง

พี่น้องลองจินตนาการ อินชาอัลลอฮ์ หากประชากรสหรัฐฯ ติดโควิด-19 ตาย ประมาณ 10 ล้านคน ตรงนี้เราไม่ได้แช่ง แต่มองอย่างเข้าใจว่า อาจมีความเป็นไปได้ เมื่อใกล้เวลาของการมาของผู้มาโปรด

🌹ผู้มาโปรด

อนึ่ง เหตุผลที่ใช่คำว่า “ผู้มาโปรด”เพราะคำนี้ ทุกศาสนาเรียกเหมือนกันหมด ทีนี้กลับมายังเรื่องไวรัส จะเห็นได้ว่า วิกฤติไวรัสนี้ คือ สัญญาณหนึ่งที่บ่งชี้ว่า ใกล้เวลาของผู้มาโปรดจะมาแล้ว

ความจริงแล้ว การวัดระดับตัวแปร โดยธรรมชาติแล้ว ในด้านการสงครามกับญะฮีลียะฮ์ยุคใหม่ เรายังไม่เป็นต่อ แต่วันนี้ไวรัสนี้มาช่วย ซึ่งการมาช่วยนี้ มาในลักษณะที่เรียกว่า “ปรับราคาต่อรองให้สมดุลย์” และตอนนี้เริ่มแล้ว ภาพราคาต่อรองที่จะสูสีกัน ระหว่างอำนาจของมารกับอำนาจของธรรมกำลังเริ่มมองออกแล้ว

ดังนั้น วันนี้แนะนำให้พี่น้องพยายามติดตามสถานการณ์ในโลกนี้อย่างมีมะรีฟัต แน่นอน ทุกคนต้องตาย มนุษย์ต้องตาย ตายทุกวัน ทุกชาติ ทุกศาสนา ไม่มีเชื้อไวรัสโควิด-19 มนุษย์ก็ต้องตายทุกวันอยู่แล้ว

ทว่าเมื่อมีเชื้อไวรัสโควิด -19 มาระบาดแล้ว อย่าลืมว่า ตามหน้าที่ทางศาสนา มนุษย์มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องตนเอง อย่าให้ติดโรค อย่าให้ติดเชื้อ และเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)ก็มีคำสั่ง ความดังนี้

“ที่ใดมีเชื้อโรค (มีไวรัส) ถ้าเจ้าอยู่ข้างนอก จงอย่าเข้าไป แต่ถ้าเจ้าอยู่ข้างใน จงอย่าออกมา”

💠 ตัวอย่าง ฮะดิษเกี่ยวกับโรคระบาด “กาฬโรค” ในยุคนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)

🌷ท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)กล่าวว่า

قال رسول الله صلى الله عليه وسلم: إذا سمعتم بالطاعون في أرض فلا تدخلوها، وإذا وقع بأرض وأنتم فيها، فلا تخرجوا منها. (رواه البخاري)

ความหมาย : หากเจ้าได้ยินว่า ดินแดนที่ใดก็ตามประสบกับโรค จงอย่าเข้าไปสู่ดินแดนนั้น และหากโรคดังกล่าวแพร่ระบาดในแผ่นดินที่เจ้าอยู่อาศัย จงอย่าออกจากดินแดนนั้น

นี่คือคำสั่งสอนของอิสลาม ดังนั้น อย่านับถือศาสนาแบบบ้าๆบอๆ ตามที่ปรากฏในคลิป อามีรของดะวะฮ์กลุ่มหนึ่ง ได้กล่าวว่า “ที่ไหนมีโควิด-19 เราจะไปญะมาอัตตรงนั้น”
นี่คือ การเชิญชวนให้ทำกิจกรรมทางศาสนาของคนบ้า ขอเตือนว่า อย่าไปเด็ดขาด

เป้าหมายจะชี้ว่า ศาสนาของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) ทุกฮะดิษ ทั้งซุนนี ชีอะฮ์ บันทึกเหมือนกันว่า “ เมืองใดมีโรคระบาด ถ้าเจ้าไม่ได้อยู่ในเมืองนั้น จงอย่าเข้าไป”

คำอธิบาย : นัยยะประโยคนี้ ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) มีจุดประสงค์จะบอกกับเราว่า ไม่ให้เราไปติดเชื้อ และถ้าเจ้าอยู่ในเมืองนั้น จงอย่าออกมา

นี่คือ คำสั่งของท่านนบี(ศ็อลฯ) ชัดแจ้ง ทั้งชีอะฮ์และซุนนีรายงานเหมือนกันหมด

ประโยคต่อมา “และถ้าโรคดังกล่าว แพร่ระบาดอยู่ในเมืองที่เจ้าอาศัย จงอย่าออกมาจากเมืองนั้น”

คำอธิบาย : ประโยคนี้นบีมูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) มีจุดประสงค์เพื่อ ไม่ให้เรากลายเป็นพาหะนำโรคหรือไม่ให้เราเป็นผู้แพร่เชื้อโรคไปยังผู้อื่น

จากฮะดิษข้างต้น ทำให้เห็นถึงความเขลาของคนเหล่านั้น เขาพูดได้อย่างไรว่า ที่ไหนมีโคโรน่าเราจะส่งไปญะมาอัตที่นั่น

เห็นได้ชัด การนับถือศาสนาแบบนี้ มีแต่นำความเสื่อมเสียให้กับศาสนา และเช่นเดียวกัน นี่คือ ตัวอย่างหนึ่งของการนับถือศาสนาแบบไม่มีมะรีฟัต และเมื่อไม่มีมะรีฟัตก็ไม่มีสติปัญญา ดั่งสถานการณ์การแพร่ระบาด โควิด-19 เรารู้หรือไม่ว่า เราต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

นี่ก็คือ ตัวอย่างของการมีมะรีฟัต ซึ่งผมพยายามจะอธิบายให้เข้าใจว่า การมีมะรีฟัตไม่ได้หมายความว่า ต้องมีความรู้สูงส่ง อย่างอยาตุลลอฮ์ แต่เป้าหมายจะบอกว่า ให้เรามีมะรีฟัตในวิกฤติของโรคระบาดนี้

ดังนั้น ในสถานการณ์แบบนี้ เมื่อมีโรคระบาด เราต้องไม่เอาตัวเราเข้าไปเสี่ยง นี่คือมะรีฟัต แต่ถ้าใครก็ตาม บอกว่าเมื่อมีโรคระบาด ต้องส่งญะมาอัตไปที่นั่น นั่นคือการนับถือศาสนาแบบไม่มีมะรีฟัต

บทสรุป การไม่มีมะรีฟัตคือ การไม่มีสติปัญญา

หมายเหตุ : ตัวอย่างโรคระบาดที่ได้ยกข้างต้น เป็นการตีวงออกข้างนอก เพื่อให้เราเข้าใจว่า เมื่อพูดถึงการมีมะรีฟัตแล้ว คือ ความหมายอย่างนี้นี่เอง

โปรดติดตาม Part 7

اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم

เรียบเรียงโดย : Wanyamilah S.✍🏻

ถอดบทความโดย อามีนิลลา หะยีซอ