ปรมัตถ์แห่งการพลีสดุดีอาชูรอ: มัจญลิสอิมามฮูเซน (อ.) ค่ำคืนที่ 2 มุฮัรรอม ปี 1440 (ตอนที 2)

64

ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ บทที่ ๒/๑
มัจญลิสอิมามฮูเซน (อ.) ค่ำที่ ๒ มุฮัรรอม ฮ.ศ. ๑๔๔๐ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๑
บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี


● ทำไมการปฏิวัติอิมามฮูเซน(อ) จึงกลายเป็นมุษิบัตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และยิ่งใหญ่กว่าทุกมุษิบัตที่เคยเกิดขึ้นในโลก

เหตุผลที่ ๒ : การปฏิวัติของอิมามฮูเซน(อ) เป็นการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ ดูได้จากบทซิยารัตวาริษ เพราะบทซิยารัตวาริษ คือ สิ่งยืนยันว่า การต่อสู้ของอิมามฮูเซน(อ) คือ การต่อสู้เพื่อปกป้องทุกๆภารกิจของศาสดา

คำอธิบาย : การต่อสู้ของอิมามฮูเซน(อ) ที่ถูกขนานนามว่า เป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกๆการต่อสู้ เนื่องจากว่า การต่อสู้ของท่าน เป็นการต่อสู้ที่ปกป้องทุกๆ ภารกิจของศาสดา ที่เอกอัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงกำหนดให้กับศาสดา ซึ่งได้รับการยืนยันจากอัลกุรอาน

ซูเราะฮฺอัลนะฮลฺ โองการที่ 36

وَ لَقَدْ بَعَثْنَا فىِ كُلِّ أُمَّةٍ رَّسُولاً أَنِ اعْبُدُواْ اللَّهَ وَ اجْتَنِبُواْ الطَّغُوت

“และโดยแน่นอนเราได้ส่งศาสดามาในทุกๆประชาชาติ โดยบัญชาว่าพวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺองค์เดียวและจงออกห่างจากฏอฆูต(ผู้นำหรือพระเจ้าจอมปลอม)”

คำอธิบาย : บรรดาศาสดาในทุกๆประชาชาติ คือ ผู้ที่นำมนุษย์เข้าสู่การเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ(ซบ) และออกห่างจาก “ฎอฆูต”ในทุกรูปแบบ

คำอธิบาย :ภารกิจของทุกๆ ศาสดา คือ นำมนุษย์เข้าสู่การอูบูดียะฮ์ต่ออัลลอฮ์ และให้ออกห่างจากบรรดาตอฆูต แต่ภารกิจในยุคของอิมามฮูเซน(อ.)ตอฆูตเข้ามาอยู่ในศาสนาและมีอิทธิพลกับผู้นับถือศาสนา

ดังนั้น หากไม่มีการปฏิวัติของอิมามฮูเซน(อ) แน่นอนภารกิจของบรรดาศาสดาต่างๆนั้น ก็สูญเปล่า

ความจริงแล้ว หากต้องการคำอธิบาย แน่นอนว่ายังมีรายละเอียดอีกมากมาย ทว่าในบทซิยารัตอาชูรอเป็นการโปรย
อะรัมภบทปฐมบทภารกิจของอิมามฮูเซน(อ) ซึ่งหากพิจารณาตัวบทในซิยารัตวาริษ ที่เราอ่านกันทุกๆคืนวันศุกร์นั้น เป้าหมายเพื่อให้เราต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับทายาทของบรรดาศาสดา

● อิมามฮูเซน (อ) ผู้เป็นทายาทของบรรดาศาสดา

ในซียารัตวาริษ ได้กล่าวว่า…

السَّلامُ عـَلَيـْكَ يا وارِثَ آدَمَ صـَفـُوةِ اللهِ
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาทแห่งอาดัมผู้ได้รับการเลือกสรรจากอัลลอฮ์”

السَّلامُ عـَلَيْكَ يا وارِثَ نـوُحٍ نَبــِيِ اللهِ
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาทแห่งนุฮ นบีของอัลลอฮ์”

السَّلامُ عـَلَيـْكَ يـا وارِثَ إبـراهيـمَ خـَليـلِ اللهِ
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาทแห่งอิบรอฮิม สหายของอัลลอฮ์”

السَّلامُ عـَلَيـْكَ يا وارِثَ موســى كـَليِم اللهِ
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาท ของมูซา ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงตรัส(คุยโดยไม่ผ่านญีบรออีล)โดยตรง”

السَّلامُ عـَلَيـْكَ يـا وارِثَ عـيـسى روُحِ الله
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาทของอีซา ผู้ที่มีจิตวิญญาณบริสุทธิ์(รุฮฺ)ของอัลลอฮ์”

السَّلامُ عـَلَيْكَ يا وارِثَ مـُحـَمـّدٍ حـَبـيبِ اللهِ
“สลามยังท่าน (โอ้ฮุเซน) ผู้เป็นทายาทของมูฮัมมัด สุดที่รักของอัลลอฮ์”

แน่นอน การกล่าวนามของบรรดาศาสดาทั้ง ๖ ท่าน ถือเป็นเพียงพอแล้ว เพราะนามศาสดาห้าในหกท่านนั้น เป็นศาสดาที่มีรีซาละฮ์ อีกทั้งเจ้าของชะรีอัตที่สมบูรณ์ (มีบทบัญญัติของตัวเอง) และเป็นอุลุลอัซม์ (เป็นนายของบรรดาศาสดาทั้งหมด)

เห็นได้ว่า ตัวบทเหล่านี้บอกถึงสถานะความเป็นทายาทของท่านอิมามฮุเซน (อ.) ว่าท่านคือ ทายาทของทุกๆ ศาสดา ที่เป็นอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่ภารกิจของท่าน คือ การต่อสู้เพื่อพิทักษ์ภารกิจและงานของทุกๆ ศาสดา

และเช่นกัน เพื่อชี้ว่า ภารกิจนี้ คือ หนึ่งในความยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฎ หมายความว่า การต่อสู้ของศาสดาก่อนหน้านี้ที่มีมาเกือบทั้งหมด หรือทั้งหมดล้วนเป็นการต่อสู้ของบุรุษ หรือบางครั้งในบางยุค เป็นการต่อสู้ของศาสดาคนเดียว

🔻ตัวอย่าง ภารกิจของนบีอีซา(อ)

ท่านนบีอีซา(อ)ถูกนำไปตรึงกางเขน โดยวันนั้นท่านนบีอีซา(อ)ถูกลากไปคนเดียว ทว่าความจริงแล้วผู้ที่ถูกลากนั้นไม่ใช่นบีอีซา(อ) เพียงแต่อัลลอฮ์(ซบ) ทรงส่งอีกหนึ่งมนุษย์ให้มีรูปพรรณเหมือนนบีอีซา(อ)เข้ามาแทน

เหตุผลหนึ่งที่บรรดาฮะวารียูน {สาวกนบีอีซา(อ)} เชื่อว่านบีอีซา(อ)ถูกตรึงกางเขน เป็นเพราะว่า อัลลอฮ์(ซบ)ทำให้เหมือน ด้วยการ Copy หรือ จำแลงคนๆหนึ่งให้เหมือนนบีอีซา(อ) เพราะฉนั้น จึงไม่แปลก ที่จะมีชาวคริสเตียนบางกลุ่ม มีความเชื่อว่า นบีอีซา(อ)ถูกตรึงไม้กางเขน

ดังนั้น ด้วยกับรูปพรรณที่เหมือนนบีอีซา(อ)ทุกอย่าง เมื่อชาวคริสเตียนบอกว่านบีอีซา(อ)ถูกตรึงกางเขน จึงพอฟังได้ ทว่าไม่ใช่ให้เชื่อ เพราะในอัลกุรอ่านระบุว่า พระองค์จำแลงคนมาให้เหมือน ด้วยกับพระองค์ทรง Copy เอง ผู้คนในยุคนั้นจึงเชื่อว่านบีอีซา(อ)ถูกลากไปตรึงกางเขน

ส่วนบรรดาฮะวาลิยูน ผู้ใกล้ชิดและบรรดาสาวกทั้งหมด ได้แต่ยืนร้องไห้ เพราะตลอดเส้นทางที่ท่านนบีอีซา(อ)ถูกลากไปตรึงกางเขนนั้น นอกจากการร้องไห้แล้ว พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลย

ข้อสังเกต : การต่อสู้ในอดีต ผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์(ซบ) ส่วนมากจะเป็นตัวตนของศาสดา บางศาสดาต่อสู้คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวและเดียวดาย บางศาสดาก็มีกองทัพแต่เป็นกองทัพของบุรุษ

ทว่าการต่อสู้ในภารกิจอันเดียวกันนี้ กลับพบว่า ท่านอิมามฮูเซน(อ.)ได้ต่อสู้ที่ประกอบไปด้วยการต่อสู้ของทุกชนชั้น ด้วยบุรุษ สตรี เด็ก ทารกและคนชรา

เห็นได้ว่า บริบทการต่อสู้ของอิมามฮูเซน(อ)กับบริบทการต่อสู้ของทุกศาสดาทั้งหมดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หมายความว่า การต่อสู้นี้ เป็นการต่อสู้ที่เป็นทางการ และในแบบฉบับของอิมามฮุเซน(อ)ไม่เคยเกิดกับทุกศาสดาอย่างเป็นทางการแบบนี้มาก่อนนั่นเอง

🔻ตัวอย่าง การเสียสละ

สมมติ หากคนที่นับถือศาสนา ถูกฆ่าในบ้าน ทั้งลูกทั้งเมียตายหมด นั้นก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทว่า นี่คือ ขบวนการอย่างเป็นทางการ คือ มีการเตรียมกันมา โดยซัยหนับต้องมา รูกัยยะฮ์ต้องมา ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจความหมายโดยตรงก่อน

คำอธิบาย : เป็นที่ทราบกันดีว่า มีบุคคลที่ท่านอิมามฮูเซน(อ) พามาโดยตรง และมีกลุ่มบุคคลที่สมัครเพื่อขอเข้าร่วมขบวนในระหว่างการเดินทางด้วย นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ทว่า สิ่งที่จะเน้น คือ ท่านหญิงซัยหนับ(อ)ต้องมา รูกัยยะต้องมา อาลีอัสกัรต้องมา อาลีอักบัรต้องมา อับบาสต้องมา เด็กๆ และลูกหลานต้องเข้าร่วมขบวนการนี้ ดังนี้

ขอยกฮะดิษสั้นๆ สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจว่า ทำไมต้องพามา ซึ่งความจริงแล้ว พวกเราเคยฟังในมัจญลิซมาแล้ว ที่ว่าทุกครั้งที่อิมามฮูเซน(อ)ถูกขวางระหว่างทาง พร้อมกับคำถามว่า ทำไมต้องเอาเด็กไป เจ้าจะไปสู้ ก็ไปสิ คือ พวกเขายังมีความคิดแบบเก่าๆ

จากคำถามนี้ อิมามฮูเซน(อ.) จึงตอบว่า…(ก็อดยูรีตุลลอฮ อัยยะรอ….) อัลลอฮ์ ต้องการเห็นเด็กๆและสตรีในภารกิจนี้ โดยพระองค์เป็นผู้กำหนดขบวนการต่อสู้นี้ พร้อมทั้งพระองค์ประสงค์จะเห็นเด็กๆและสตรีอยู่ในการต่อสู้ครั้งนี้

(หมายเหตุ : พระองค์ประสงค์จะให้เราเห็นอย่างไร ในคืนต่อไป จะมีการอธิบาย อินชาอัลลอฮ์)

เห็นได้ว่า ในสนามนี้ อัลลอฮ์(ซบ)บอกอิมามฮูเซน(อ)ว่า เด็กๆและสตรีต้องอยู่ด้วย และในการพลีครั้งนี้ เด็กๆและสตรีต้องอยู่แถวหน้าด้วย และด้วยอูบูดียะฮ์ของเด็กๆและสตรีต่างๆ ทุกคนก็เข้าร่วมของขบวนการของอิมามฮูเซน(อ)

ดังนั้น ปราศจากเด็กๆและสตรี การต่อสู้อันนี้ไม่มีวันจะประสบชัยชนะอย่างสมบูรณ์

ฉะนั้น ในสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของเด็กๆและสตรี นัยยะคือ ขบวนการต่อสู้นี้เป็นขบวนการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะยิ่งใหญ่กว่าทุกๆการต่อสู้ของฝ่ายศาสนา(ที่เคยมีมาในโลก) อีกทั้งเป็นการต่อสู้ที่อมตะและจีรังกว่าทุกๆขบวนการต่อสู้ทางศาสนา ที่เคยมีมาในโลก ด้วยเหตุนี้ ขบวนการนี้ จึงจำเป็นต้องมีเด็กๆและสตรี

● บทบาทของเด็กๆและสตรีในขบวนการกัรบาลา

สิ่งที่จะชี้ให้เห็นอูบูดียะฮ์ของเด็กๆและสตรีในศาสนาของอัลลอฮ์ (ซบ.) ก็คือ บทบาทของสตรีและเด็ก

พี่น้องอย่าลืมว่า อิมามฮูเซน(อ.) ถ้าจะประสบมูษิบัต ซึ่งบรรดาอะเล็มอุลามาอ์บอกว่า มูษิบัตของอิมามฮูเซน(อ)นั้น ในวันที่ 10 วันอาชูรอ มีเพียงครึ่งวันเท่านั้น แต่มุษิบัตของเด็กๆและสตรีนั้นยาวนานเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นมุษิบัตที่ปลุกเร้าบรรดาเยาวชนคนรุ่นหลังทั้งโลกด้วย

เนื่องจากมุษิบัตของเด็กๆและสตรีที่ได้พลี ถึงแม้นว่า อาจจะไม่ได้พลีถึงชีวิต ทว่าสิ่งที่ได้พลี คือ ความเหน็ดเหนื่อย รวมไปถึงการพลีทุกอย่างในภารกิจอันนี้ อีกทั้งยังเป็นมุษิบัตที่ยาวนานที่เราไม่สามารถจะพูดได้หมดในค่ำคืนเดียว

●มุษิบัตของเด็กๆและสตรีในขบวนการแห่งกัรบาลา

เริ่มตั้งแต่จบมุษิบัตที่เป็นชะฮีดของบุรุษแล้ว นับจากนี้บรรดาเด็กๆและสตรี บอกว่า พวกเราถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน เดินเท้าจากกัรบาลาอ์มุ่งสู่กูฟะฮ์ (นะญัฟในยุคปัจจุบัน) ด้วยเท้าเปล่า

เช่นนี้แล้ว เพื่อให้เราเข้าใจว่า ที่เราไปกันอัรบาอีน เป้าหมายก็เพื่อไปย้อนรอยประวัติศาสตร์ของเด็กๆและสตรี ทว่ายุคปัจจุบันนี้การเดินเท้าจากนะญัฟสู่กัรบาลาเวลาปกตินั้นใช้เวลาอย่างน้อย 7 วัน จึงจะถึงกูฟะฮ์ และให้เราตระหนักด้วยว่า การเดินเท้าของบรรดาเด็กๆและสตรีนั้น ไม่ใช่เป็นการเดินเท้าแบบธรรมดา

ทว่าทุกคนถูกล่ามโซ่ตรวนลากกันไป และในช่วงการเดินทางกัรบาลาถึงกูฟะฮ์ไม่มีใครได้รับความเมตตา ไม่มีใครได้รับการนับถือ รวมทั้งไม่ถูกยอมรับว่าเป็นลูกหลานของศาสดา และหนักยิ่งกว่านั้น คือ ทั้งเด็กและสตรีถูกทุบตีตลอดเส้นทาง

ซึ่งหากย้อนรอยคำพร่ำพรรณนาที่ท่านหญิงซัยหนับ(อ) ที่เคยยืนพูดกับท่านอิมามฮูเซน(อ)ที่อยู่ในหลุมที่กัรบาลา หลังจากกลับมาจากซีเรียว่า…
“โอ้ฮูเซน ถ้าตรงนี้ไม่มีคนนอกอยู่ ฉันจะถอดเสื้อให้ท่านดูว่า แผ่นหลังของฉัน ที่ต้องรับโซ่ตรวนแทนบรรดาเด็กๆนั้นเป็นอย่างไร”

และที่เศร้าสลดยิ่งกว่านี้ ริ้วขบวนสองข้างทาง ที่กำลังนำเด็กๆและเราสู่กูฟะฮ์นั้น เป็นศีรษะของคนที่เป็นรักของบรรดาเด็กๆและสตรีทุกคน

บางริวายัตบอกว่า เด็กๆทั้งหมด เดินก้มหน้า ไม่กล้ามองริ้วขบวนทั้งซ้าย และขวา เพราะริ้วขบวนทั้งซ้าย-ขวา คือ ศีรษะของพ่อของพวกเขา

และที่ถูกเสียบไว้ปลายหอก…

~ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวา คือศีรษะของพี่ชายของพวกเขา

~ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวาคือศีรษะของสามีของพวกเขา

~ ไม่ด้านซ้ายก็ด้านขวาคือศีรษะของท่านลุงอับบาส

~ ไม่ด้านซ้ายก็ขวาคือศีรษะของอาลีอัสกัร

~ และที่อยู่ข้างหน้าของเขา คือ ศีรษะของท่านอิมามฮูเซน( อ)

กองขบวนถูกขับเคลื่อนไปในสภาพนี้หลายวันหลายคืน นี่คือสิ่งที่อัลลอฮ์ (ซบ.) ต้องการจะเห็น และเมื่อคาราวานนี้เข้าสู่ประตูเมืองกูฟะฮ์ ละนะตุลลอฮ์อิบนิซิยาดได้ประกาศให้ประชาชนว่า คืนนี้เราจะนำเชลยศึกที่ต่อต้านอิสลามเข้าเมือง

วันรุ่งขึ้น ประชาชนที่ญะเฮ็ลและที่ไม่รู้อะไรก็เตรียมการต้อนรับ เพื่อดูความสำเร็จของทหารของพวกมันและเมื่อคาราวานเชลยแห่งอะลุลบัยต์(อ)เข้าสู่ประตูเมือง

ส่วนประชาชนที่ยืนอยู่ตามหลังคาบ้าน อยู่ริมทางของถนนก็ได้เขวี้ยงปาก้อนหินเข้าสู่กองราคาวานของลูกหลานนบี

มีริวายัตกล่าวว่า ก้อนหินบางลูกได้กระทบกับหน้าผากของท่านหญิงซัยหนับ(อ)จนเลือดไหลออกมา

ครั้นเมื่อกองคาราวาน ยิ่งใกล้เข้ามาในตัวเมือง ด้วยกับแสงสว่างจากคบเพลิงต่างๆ จึงทำให้หญิงชาวกูฟะฮ์คนหนึ่ง เมื่อได้มองไปยังใบหน้าของเชลย เขาก็รู้ทันทีว่า นี่ คือใบหน้าของชาวอาหรับ นางกล่าวว่า เราต้องไม่มีเชลยศึกที่เป็นชาวอาหรับ เพราะในยุคนั้น ชาวอาหรับทั้งหมดเป็นอิสลามหมดแล้ว

และเมื่อ มองอย่างพิจารณา เข้าไปอีก เห็นว่าไม่ใช่อาหรับธรรมดาด้วย เป็นอาหรับฮิญาซ มองลึกเข้าไปอีกไม่ใช่ฮิญาซธรรมดา แต่เป็นอาหรับที่มาจากเมืองมาดีนะฮ์

พลันมีคนหนึ่งได้ถามท่านหญิงซัยหนับ(อ)ว่า….

“พวกเจ้าเป็นเชลยที่มาจากไหนกัน ทำไมใบหน้าของพวกเจ้าจึงละเมียดละม้ายคล้ายกับชาวมะดีนะฮ์เสียเหลือเกิน”ท่านหญิงซัยหนับ สลามุลลฮิอะลัยฮา จึงตอบกับพวกเขาว่า .. .
“เราเป็นเชลยศึกที่เป็นลูกหลานของนบีมูฮัมมัด …”

لاحول ولا قوة الا بالله العلي العظيم

السلام عليك يا ابا عبد الله

اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم