ปรมัตถ์แห่งการพลีสดุดีอาชูรอ: มัจญลิสอิมามฮูเซน (อ.) ค่ำคืนที่ 1 มุฮัรรอม ปี 1440 (ตอนที 1)

79

ปรมัตถ์แห่งการพลี สดุดีอาชูรอ บทที่ ๑/๑
มัจญลิสอิมามฮูเซน (อ.)
ค่ำที่ ๑ มุฮัรรอม ฮ.ศ. ๑๔๔๐
๑๐ กันยายน ๒๕๖๑
บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี


อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอชูโกรในนิอฺมัตและเตาฟีกในค่ำคืนนี้ ที่เอกองค์อัลลอฮ(ซบ)ได้ให้โอกาสกับพวกเราทุกๆคน ได้เป็นผู้รำลึกถึงการรำลึกอันยิ่งใหญ่

การรำลึกที่ในทัศนะของอัลลอฮ(ซบ) ในทัศนะของรอซูล ในทัศนะของอะฮฺลุลเบต(อ) นั้นถือว่าเป็น
ﺫِﮐْﺮٌ ﻟِﻠْﻌﺎﻟَﻤﻴﻦ
“ซิกรุลลิลอาละมีน”

~ การรำลึกที่เป็นสากลจักรวาล
~ การำลึกที่ไม่มีมิติแห่งกาลเวลา สถานที่และยุคสมัย

● “ซิกรุลลิลอาละมีน”

เรื่องราวแห่งอะฮฺลุลเบต(อ) เป็นเรื่องราวที่เหนือมิติใดๆ เหนือมิติแห่งกาลเวลา ,สถานที่ และยุคสมัย

ซึ่งหลังจากการลงมาของอายะฮ์มะวัดดะฮ์ มีอยู่ในซูเราะฮ์ อัลชูรอ โองการที่ 23

——————
ذَٰلِكَ الَّذِي يُبَشِّرُ اللَّهُ عِبَادَهُ الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ ۗ قُل لَّا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ ۗ وَمَن يَقْتَرِفْ حَسَنَةً نَّزِدْ لَهُ فِيهَا حُسْنًا ۚ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ شَكُورٌ

นั่นคือ อัลลอฮฺทรงแจ้งข่าวดีแก่ปวงบ่าวของพระองค์ ซึ่งพวกเขาได้ศรัทธาและปฏิบัติความดีต่าง ๆ จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด ฉันมิได้ขอร้องค่าตอบแทนใด ๆ เพื่อการนี้ เว้นแต่เพื่อความรักใคร่ในเครือญาติและผู้ใดกระทำความดี เราจะเพิ่มพูนความดีในนั้นให้แก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงชื่นชม (เพราะการภักดีของพวกเขา)

คำอธิบาย : หลังจากที่บรรดาศอฮาบะฮ์ ที่รู้คุณของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ) ได้มาถามท่านนบี ถึงการตอบแทนบุญคุณที่ท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ)ได้เสียสละอันยิ่งใหญ่ ในภารกิจแห่งอิสลามนี้ โดยกล่าวว่า จะมีอะไร ที่พอตอบแทนได้บ้าง

จากคำถามนี้ ท่านรอซูลลุลลอฮ(ศ) กลับนิ่งเงียบ โดยไม่ได้ให้คำตอบในทันที เหตุผลเนื่องจากว่าท่านนบีไม่อยากเป็นผู้ตอบด้วยตนเอง ทว่าเพื่อต้องการที่จะให้อัลลอฮ(ซบ)ตอบโดยตรง

ความจริงแล้ว สำหรับพวกเราไม่ว่าท่านนบีตอบ หรือ อัลลอฮ(ซบ)ตอบ ล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อัลกรุอ่านยืนยันไว้ คือ

� “وما ینطق عن الهوی ان هو الاوحي‌ یوحی”��

(วะมา ยันติกุ อะนิล ฮะวา อิน ฮุวะ อิลลา วะฮียฺ ยูฮา)

“ศาสดาองค์นี้ ไม่ได้พูดจากฮาวานัฟซฺ ของตนเองเพราะทุกคำ ที่เขาพูด นั้นคือ วะฮฺยูของเรา (วะฮฺยูของอัลลอฮ(ซบ)”

ดังนั้น จากโองการนี้และจริงๆแล้วทุกๆคำพูดของท่านนบีนั้นถือเป็นวะฮฺยูของพระองค์อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นวะฮฺยูที่ ไม่ได้บันทึกไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ทว่าเป็นสิ่งที่เอกองค์อัลลอฮ์(ซบ) สั่งโดยดลใจให้นบีพูดนั่นเอง

ส่วนที่อัลลอฮ(ซบ) ตรัส(วะฮ์ยู)โดยตรงก็ถือเป็นวะฮฺยูโดยตรง ก็ถูกสั่งให้บันทึกไว้ในอัลกรุอ่าน จีงเป็น “กาลามุลลอฮฺ”

ซึ่งหากมาพิจารณา ความจริงแล้วไม่มีความแตกต่างระหว่างคำพูดของนบีกับอัลลอฮ(ซบ)แต่การที่นบีนิ่งเงียบ เป้าหมายเพื่อจะให้เกิดความเข้มข้น เพราะสิ่งที่จะขอนั้น มันยิ่งใหญ่เป็นอย่างมากและเป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เคยคิดมาก่อนด้วยว่า ในการที่จะให้ตอบแทนบุญคุณของศาสนานั้น ท่านขอมาในลักษณะนี้

นี่คือความยิ่งใหญ่ของอะฮ์ลุลเบต(อ)
ดังนั้น เมื่อนบีนิ่งเงียบ อัลลอฮ(ซบ) จึงต้องตรัสโดยตรงว่า

قُلْ لَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ

ความว่า จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด(ศ) ฉันมิได้ขอรางวัล(ค่าตอบแทน)ใดๆ เพื่อการนี้เว้นแต่เพื่อความรักใคร่ในเครือญาติ
(สายเลือดของศาสดามุฮัมมัด(ศ))
(ซูเราะหฺ อัลชูรอ โองการที่ 23 )

หมายความว่า ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขอเป็นรางวัลสำหรับท่านแล้ว ก็ขอให้ประชาชาติของท่านมีความรัก…..ความภักดี…. ความรักแบบพิเศษให้กับสายเลือดของท่าน

“โอ้มูฮัมหมัด จงกล่าว จงบอกพวกเขาว่า “
لَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ“

ในภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้

ฉันไม่ขอรางวัล ( أَجْرًا )ใดๆจากพวกท่าน

“إِلَّا”
เว้นอย่างเดียว

การรัก ที่ไม่ใช่รักแบบธรรมดา แต่เป็น การรักแบบเสียสละ

“ إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ”

الْمَوَدَّةَ คือ ความรักที่เสียสละไม่ใช่ความรักทั่วไป ทว่าเป็นความรักที่พร้อมจะเสียสละทุกเวลา จึงถูกเรียกว่า “มะวัดดะฮ์”

คำถาม : “มะวัดดะฮ์” ให้กับใคร

คำตอบ : “ الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَىٰ” ให้กับสายเลือด หรือ ญาติสนิททางสายเลือด

คำถาม : สายเลือดของผู้ใด
คำตอบ : สายเลือดของรอซูลลุลลอฮ(ศ) ซึ่งตรงนี้ แม้แต่อูลามาอฺอะฮฺลิซุนนะฮ์ ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่า กรุบ่า ในอายะฮ์นี้ หมายถึงวงศ์วาน,ลูกหลานของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ)

จากบริบทดังกล่าว สรุปเบื้องต้นได้ว่า ถ้าใครจะตอบแทนบุญคุณของศาสนานี้ หรือถ้าใครจะตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของท่านรอซูลลุลลอฮ(ศ) ให้ตอบแทนด้วยการรักในลูกหลานของท่าน

การรักในอะฮฺลุลเบต(อ) คือ การรักในแบบที่พร้อมจะเสียสละ, รักในแบบที่พร้อมพลีทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกรุบ่าของท่านรอซูลลุลลอฮ(ศ)นั่นเอง

นี่คือ โองการอันที่หนึ่ง และหลังจากนั้น ยังมีโองการอีกหลายโองการ ถึงแม้ พวกเราประชาชน คนทั่วไป อาจจะเน้นแต่อายะฮ์ มะวัดดะฮ์เป็นเรื่องๆ ทว่า ความจริงแล้วยังมีโองการอีก 3-4 โองการ ที่เข้ามาตัฟซีรความหมายของมะวัดดะฮ์ เข้ามาอธิบาย เนื้อหาที่สูงกว่า สมบูรณ์กว่าอะยะฮ์ของมะวัดดะฮ์

ซึ่งหนึ่งในโองการ ที่เข้ามาภายหลังเพื่อมาเสริม คือ โองการที่อยู่ในซูเราะฮฺ ยูซุฟ โองการที่ ๑๐๔

หลังจากการขอสิ่งนี้ เอกอัลลอฮ(ซบ) ก็ได้ตรัสเพิ่มเติมว่า

وَمَا تَسْأَلُهُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ إِنْ هُوَ إِلَّا ذِكْرٌ لِلْعَالَمِينَ

ความว่า : และ(โอ้มุฮัมมัด)เจ้ามิได้ขอรางวัลใดๆ จากพวกเขาหรอกแท้จริงมัน มิใช่สิ่งใดเลย นอกจากเป็นการตักเตือนแก่ปวงมนุษย์

หมายความว่า อัลลอฮ พูดกับนบี แต่พูดถึงบุคคลที่สามว่า โอ้มุฮัมมัด

وَمَا تَسْأَلُهُمْ عَلَيْهِ

จงบอกพวกเขาเถิดว่า ที่ฉันขอ เป็นรางวัลจากการเผยแพร่ศาสนากับพวกเขาทุกคนนั้น

مِنْ أَجْرٍ إِنْ هُوَ إِلَّا ذِكْرٌ لِلْعَالَمِينَ

สิ่งที่ขอไป ไม่มีอะไรเลย เว้นแต่ ซิกรุล ลิลอะลามีน

คำอธิบาย : การขอรางวัลในครั้งนี้นั้น แท้จริงเป้าหมายและประสงค์หนึ่งของมันนั้น เพื่อจะนำไปสู่การรำลึกแห่ง”อาละมีน”

● “ซิกรุล ลิลอาละมีน” (การรำลึกแห่งสากลจักรวาล)

ความรักแห่งอะฮฺลุลเบต คือ “ซิกรุล ลิลอาละมีน” เป็นการรำลึกแห่งสากลจักรวาล

ความรักต่ออะฮฺลุลเบต คือ ความรักแห่งสากลจักรวาล

ฉะนั้นในค่ำคืนนี้ พึงรู้ไว้เถิด เรากำลังร่วมรำลึก และแสดงความรัก กับสากลจักรวาล

แน่นอนว่า เนื้อหาที่ลึกซึ้งนั้นมีมากมายกว่านี้ ทว่าตรงนี้ต้องการเพียงจะชี้ว่าเรื่องราวของอะฮฺลุลเบต เป็นเรื่องแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่เพียงแค่เป็นเรื่องของมนุษย์ทั้งโลก หรือมนุษยชาติทั้งหมด หากมีความคิดเช่นนี้ถือว่าน้อยไป และเป็นการคิดที่เล็กไป

และเพื่อที่จะชี้ว่า เรื่องที่ยิ่งใหญ่ คือ การมีความรักต่ออะฮ์ลุลเบต(อ) และการรำลึกถึงอะฮฺลุลเบต(อ) คือ การรำลึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสากลจักรวาลนี้

(เรื่องที่ยิ่งใหญ่ ขอยกสองอายะฮ์นี้ก่อน)

และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ก็คือ การรำลึกถึงท่านอิมามฮูเซน(อ)

● การรำลึกถึงท่านอิมามฮูเซน(อ) คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แน่นอนว่า การรำลึกถึงอะฮ์ลุลเบต คนหนึ่งคนใด รำลึกถึงท่านนบี ,ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(อ),ท่านอิมามอาลี(อ) ก็คือเรื่องแห่งสากลจักรวาล

ทว่า การรำลึกถึงท่านอิมามฮูเซน(อ) คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรือการแสดงความรักต่อท่านอิมามฮูเซน(อ) คือเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเรื่องที่เป็นสากลจักรวาล

คำถาม : ประโยคนี้มาจากไหน
คำตอบ : ประโยคนี้มาจากฮาดิษและรีวายัตต่างๆจากบรรดา อะฮฺลุลเบต(อ)ที่ได้ถ่ายทอดมา

นี่คือ สิ่งสำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจ

ฉะนั้น การรำลึกในเดือนมุฮัรรอม การรำลึกถึงท่านอิมามฮูเซน(อ) นั้น เราอย่าได้คิดเป็นเพียงแค่เรื่องพิธีการ การใส่ชุดดำ การมะตั่ม การฟังมุษิบัต เพียงเท่านั้น

แต่จงชูโกรไว้เถิด เรื่องที่ยิ่งใหญ่นี้ ถือว่าเป็นบุญสำหรับพวกเรา ที่มีโอกาสได้เป็นผู้รำลึก และอย่าได้คิดว่าพวกเราเป็นพวกแรก หลังจากนบีที่มีมุษิบัต ที่ร้องไห้ที่หลั่งน้ำตาในเรื่องราวแห่งกัรบาลา และที่หลั่งน้ำตาในวีรกรรมของอิมามฮูเซน(อ)

ดังนั้น เมื่อ มุฮัรรอม เวียนมา เราจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติตัวของเราให้ดีที่สุด จะต้องเป็นผู้ที่รำลึกอย่างแท้จริง หมายความว่า ให้รำลึกให้คู่ควรกับที่เอกองค์อัลลอฮ(ซบ)เรียกว่า เป็นการรำลึกแห่งสากลจักรวาล ด้วยการมีอะดับ (มีมารยาท) ,มีอัคลาค ,มีมะรีฟัต ในเรื่องราวแห่งกัรบาลา

ฉะนั้น ในเรื่อง “อะดับ” ผู้ใด อะดับของเขาสอบตก พึงตระหนักไว้เถิด จงลืมในเรื่องอัคลาค และเรื่องมะรีฟัตได้เลย

นัยยะคือ ลืมไปเลยว่าเราจะสัมผัสว่าด้วยเรื่องราวแห่งกัรบาลา เรื่องราวของท่านอิมามฮูเซน(อ)ในเรื่องอัคลาคได้

ในเรื่อง อัคลาคก็เช่นกัน ผู้ใดที่อัคลาคของเขาสอบตก ลืมไปเลยว่า เขาจะสัมผัสว่าด้วยเรื่องราวของอิมามฮูเซน(อ) เรื่องราวของท่านหญิงซัยหนับ(อ) เรื่องราวของวีรบุรุษและวีรสตรีแห่งกัรบาลาในมะรีฟัตของมันได้

เพราะสูงสุดของศาสนา ในทุกเรื่อง คือ เรื่องมะรีฟัต ไม่ว่าเราจะก้าวเข้าไปในเรื่องอะไรก็ตาม ตัวอย่างเช่น

~ สูงสุดของการละหมาด คือ การละหมาดอย่างมีมะรีฟัต
~ สูงสุดของการถือศีลอด คือ การถือศีลอดยังมีมะรีฟัต
~ สูงสุดของการทำฮัจย์ คือ การทำฮัจย์เยี่ยงผู้ที่มีมะรีฟัต
~ สูงสุดของการอ่านดุอาอฺ คือการอ่านดุอาอฺอย่างมีมะรีฟัต

ดังนั้น พึงตระหนักไว้เถิด หากเราทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดในศาสนา แล้วไปไม่ถึงมะรีฟัต หรือไปไม่ถึงซึ่งอัคลาคแล้ว ขอรับรองและยืนยันไว้เลยว่า สิ่งที่เราทำไปนั้นสูญเปล่าแน่นอน

اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم

โปรดติดตามตอนที่ 2