รัตติกาลแห่งอานุภาพ (ตอนที่ 2)

77

ชายผู้เดินทางกับขนมปังแห้ง

มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงที่ท่านยังไม่ได้เป็นคอลีฟะฮฺ สมัยที่อาศัยอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺ ท่านขุดดิน ทำสวน อำนวยประโยชน์แก่มวลมุสลีมีน มีผู้เดินทางผ่านไปมาในบริเวณนั้นได้ถามอิมามอะลี(อ)ว่า พอมีอะไรที่จะประทัง ความหิวของฉันได้บ้าง? ท่านอิมาม(อ) ได้เปิดสำรับของท่าน มีขนมปังแห้งที่แข็งเป็นอย่างมาก แล้วท่านได้หักแบ่งให้ผู้เดินทางคนนั้นส่วนหนึ่ง ผู้เดินทางได้กัดเพียงแค่คำเดียวก็วางลงในทันที และพยายามที่จะชวนคุย ท่านอิมามอะลี(อ) รู้แล้วว่าเขาผู้นั้น ไม่สามารถที่จะกินขนมปังแบบนี้ได้ ท่านจึงยิ้มและบอกว่า เจ้าจงไปในเมืองแล้วไปยังบ้านหลังนั้น อินชาอัลลอฮฺ จะมีอาหารดีๆให้ท่านได้รับประทาน บ้านที่อิมามอะลี(อ) หมายถึงคือบ้านของท่านอิมามฮาซัน(อ) โดยที่ชายคนนั้นไม่รู้ว่า คนที่ทำสวนก็คือ อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ เมื่อไปบ้านของอิมามฮาซัน(อ) ท่านอิมามได้จัดอาหารอย่างดีที่สุดให้แก่แขกคนนี้ ทุกครั้งที่อิมามฮาซัน(อ)เผลอ แขกคนนี้จะปาดข้าวเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ค่อยๆเก็บ ค่อยๆเก็บ เมื่ออิมามฮาซัน(อ) เห็นก็เผยยิ้มและพูดว่า เจ้าไม่ต้องเก็บหรอก จงกินให้หมด ชายคนนั้นบอกว่าจริงๆแล้วฉันไม่ได้เก็บอาหารไว้สำหรับตัวเองหรอก แต่ฉันเห็นลุงคนหนึ่งที่กำลังทำสวนอยู่ ฉันเห็นอาหารของเขาแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเขากินอาหารเหล่านั้นได้อย่างไร ฉันจะเอาไปให้เขา เมื่ออิมามฮาซัน(อ) ได้ยินดั้งนั้นจึงบอกว่า เจ้าไม่ต้องเอาอาหารไปให้ลุงคนนั้นหรอก เนื่องจากลุงคนนั้นชีวิตของเขาไม่เคยกินอาหารแบบนี้ ท่านอิมามฮาซัน(อ) รู้ว่าลุงคนนั้นหมายถึงใคร นี่คือชีวิตของอะลี อิบนิ อบี ฏอลิบ

การนำเรื่องเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อที่จะให้รู้ว่าเราคือ “ชีอะฮฺ ของอะลี อิบนิ อบี ฏอลิบ” ไม่ควรจมปลักอยู่กับ ดุนยาที่เกินความจำเป็น นั้นคือสูตรแห่งความสำเร็จ…!!!

ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) ได้ยืนยันว่า “โอ้อะลี เจ้าและชีอะฮฺของเจ้าคือผู้ประสบความสำเร็จ”

หนึ่งในปัญหาที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ(ซบ)ได้ คืออาหารการกิน วิถีชีวิตที่เลยเถิด ชีวิตที่มีความสุขที่เลยเถิด เราจะพบกับสัจธรรมอันนี้ในเดือนรอมฎอน ถ้าเราสังเกตช่วงที่เรายังไม่ได้ละศีลอด เราสามารถอ่านอัลกุรอาน มากเท่าที่จะมากได้ แต่ทันที ที่อาหารของการละศีลอดถูกบรรจุเข้าสู่ร่างกาย จะพบว่าเราเกือบที่จะทำอะไรไม่ไหว อาหารได้ขโมยความใกล้ชิดระหว่างเรากับอัลลอฮฺ(ซบ)ไป นี่คือสาสน์สำหรับพวกเราทุกคน จงระมัดระวังการใช้ชีวิตที่เลยเถิด วิถีชีวิตที่เลยเถิดแบบนี้ จะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมต่างๆทางจิตวิญญาณ และอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ สามารถเข้าถึงสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณนี้ได้ ตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิต จนกระทั่งเป็นชะฮีด

ในค่ำคืนที่สิบเก้าแห่งเดือนรอมฎอน ท่านหญิงอุมมุล กุลซูม(ซ) ได้ยกโรตี และนมมาให้อิมามอะลี(อ) ท่านอิมามได้มองไปที่ใบหน้าและได้บอกกับลูกสาวที่รักของท่านว่า เจ้ายังไม่รู้จักพ่อของเจ้าอีกหรือ? ท่านหญิงอุมมุล กุลซูม(ซ) ได้บอกว่า ในชีวิตของท่าน ท่านได้เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวไปว่า จงเอาอาหารเหล่านี้ออกไปหนึ่งอย่าง และเก็บเอาไว้ให้ฉันเพียงหนึ่งอย่าง ฉันจะกินเพียงหนึ่งอย่างเท่านั้น ท่านหญิงอุมมุลกุลซูม จึงได้เอาโรตีออกไป เหลือนมไว้อย่างเดียว ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านถูกฟันศีรษะ และนมหนึ่งแก้วนั้นท่านก็ยังได้แบ่งให้กับ อิบนิ มุลญิม (ฆาตกรที่สังหารท่าน) อีกด้วย และนี่คือความหมายที่ท่านบอกว่าท่านประเสริฐกว่านบีอาดัม …..!!!

อิมามอะลี(อ) ประเสริฐกว่านบีนุฮฺ(อ)

เศาะศออะฮ์ บิน ซูฮาน ได้ถามต่อไปว่า ระหว่างท่านกับนบีนุฮฺ(อ) ใครประเสริฐกว่า ??? ท่านอิมาม(อ) กล่าวว่า ฉันประเสริฐกว่า เศาะศออะฮ์ บิน ซูฮาน ก็ได้ถามต่อไปว่า ท่านประเสริฐกว่านบีนุฮฺ(อ) ตรงไหน? ท่านอิมามบอกว่า ฉันมีความซอบัร ความอดทนกว่านบีนุฮฺ

นบีนุฮฺ(อ) มีชีวิตนับพันปี เผยแพร่ศาสนาเก้าร้อยห้าสิบปี แต่นั้นเป็นความมากของเวลาเท่านั้น แต่บททดสอบหาหนักหน่วงไม่ !!! ประชาชาติของนุฮฺ(อ) เพียงแค่ปฏิเสธคำเชิญชวน และเยาะเย้ยถากถางท่านเท่านั้น ความอดทนมาถึงเก้าร้อยกว่าปี ก็หมดลง จึงได้ยกมือ ขอดุอาอฺ ว่า

وَقَالَ نُوحٌ رَبِّ لَا تَذَرْ عَلَى الْأَرْضِ مِنَ الْكَافِرِينَ دَيَّارًا

ความว่า “และนบีนุฮฺได้กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงอย่าปล่อยให้พวกปฏิเสธศรัทธาหลงเหลืออยู่ในแผ่นดินนี้เลย” (ซูเราะฮฺ นุฮฺ โองการที่ 26 )

อัลลอฮฺ(ซบ) ก็ได้ตอบรับดุอาอฺของ นบีนุฮ์(อ) จึงล้างโลกไปครั้งหนึ่งตามคำขอของนุฮฺ(อ) ความอดทนของนบีนุฮฺ(อ) มีแค่เท่านั้น หลังจากนั้น ท่านอิมามอะลี(อ) จึงได้อธิบายว่า ฉันได้พบกับความเจ็บปวดอย่างมากมายจากประชาชาตินี้ แต่ฉันไม่เคยสาปแช่งประชาชาตินี้แม้เพียงคำเดียว เราก็พอรู้ว่าความฉ้อฉลใดบ้างที่เกิดขึ้นในตลอดชีวิตของท่านอิมาม อะลี(อ)??? ความกดขี่ใดบ้าง??? ความโหดร้ายใดบ้าง ที่ประชาชาตินี้ได้ทำกับอิมาม อะลี(อ) หนักหน่วงจนขนาดที่ว่าท่านอิมามอะลี(อ) เกือบจะหมดความอดทน แต่เพื่อศาสนา เพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อิมามกลับเลือกที่จะอดทน และเรื่องที่ทำให้ท่านเกือบหมดความอดทนก็คือ ตอนที่พวกเขาบุกมาที่บ้าน ทุบตีท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรอ(ซ) ภรรยาที่รักของท่าน ภรรยาที่เป็นแก้วตาดวงใจของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) แต่เมื่อได้สัญญาต่อท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) ต่อหน้าญิบรออีล(อ) ที่ได้ส่งข่าวมาว่า เรื่องราวต่างๆเหล่านี้จะเกิดขึ้น ฉันจึงได้อดทนต่อเรื่องราวเหล่านั้น และเมื่ออัลลอฮฺ(ซบ) ต้องการจะเห็นความอดทน ฉันก็เลือกที่จะอดทน

อิมามอะลี(อ)ประเสริฐกว่านบีอิบรอฮีม(อ)

หลังจากนั้น เศาะศออะฮฺ บิน ซูฮาน ก็ได้ถามต่อว่า ระหว่างท่าน กับนบีอิบรอฮีม(อ)ใครประเสริฐกว่ากัน ? อิมามได้ตอบว่า แน่นอนฉันย่อมประเสริฐกว่านบีอิบรอฮีม(อ) ฉันมีความยากีน มีอิหม่าน มีความศรัทธา มีความเข้าใจ ในสิ่งเร้นลับโดยไม่ต้องขอสิ่งยืนยันใดๆจากพระองค์ ซึ่งท่านอิมามได้ยกโองการหนึ่ง ใจความว่า

“และจงรำลึกถึงขณะที่อิบรอฮีม กล่าวว่า โอ้พระผู้เป็นเจ้าของ ข้าพระองค์ โปรดได้ทรงให้ข้าพระองค์เห็นด้วยเถิดว่า พระองค์จะทรงให้บรรดาผู้ที่ตายมีชีวิตขึ้นอย่างไร ? พระองค์ตรัสว่า เจ้ามิได้เชื่อดอกหรือ ? อิบรอฮีม กล่าวว่า หามิได้ แต่ทว่าเพื่อหัวใจของข้าพระองค์จะได้สงบ พระองค์ตรัสว่า เจ้าจงเอานกมาสี่ตัว แล้วจงเลี้ยงมันให้คุ้นแก่เจ้า และ หั่นมันออกเป็นท่อนๆ ภายหลังเจ้าจงวางไว้บนภูเขาทุกลูก ซึ่งส่วนหนึ่ง จากนกเหล่านั้น แล้วจงเรียกมัน มันจะมายังเจ้าโดยรีบเร่ง และพึงรู้ไว้ เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงปรีชาญาณ”
(ซูเราะฮฺ อัล บากอเราะฮฺ โองการที่ 260 )

เมื่อท่านอิมามอะลี(อ) มีความยากีน มีความศรัทธา มีความอดทนที่สูงกว่าบรรดาศาสดา ดังนั้น คนที่เป็นชีอะฮฺของอะลี ก็คือคนที่เดินบนแนวทางอันนี้ เขาจะต้องมีความยากีนที่สูง เขาจะต้องมีความอดทนที่สูง เขาจะต้องมีความเข้าใจศาสนาที่ลึกซึ้ง ถึงจะเรียกเขาว่าเป็นชีอะฮฺของอะลีได้ ปราศจากความสูงส่งเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถรักษาศาสนาของตัวเองให้ดำรงอยู่ได้ การทดสอบมนุษย์นั้นหนักหน่วงเป็นอย่างมากในทุกยุคทุกสมัย ในขณะที่ท่านนบีอิบรอฮีม(อ) พูดเช่นนี้ ท่านอิมามอะลี(อ) ได้บอกเศาะศออะฮฺ ว่า แต่สำหรับฉัน “หากม่านทั้งหมดถูกเปิดออก อีหม่านความศรัทธา ความยากีนของฉันก็จะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะมันสมบรูณ์ตั้งแต่เดิม มันไปถึงความสมบรูณ์แล้ว” นี่คือความรู้ ความสูงส่งในแนวทางอันนี้ ที่เราจะต้องทำความเข้าใจ

ศาสนานี้ต้องนับถือด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ศาสนานี้นั้นต้องนับถือด้วยความสว่างไสวทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริงในระดับชั้นความรู้ของ ตัวเอง แล้วการนับถือศาสนาของเราไปถึงขั้นรู้แจ้งเห็นจริงแล้วหรือยัง ? เรากำลังพูดถึงระดับขั้นของแต่ละคน ซึ่งในแต่ละคนจะพบปัญหาที่แตกต่างกัน ดังนั้นหน้าที่ของทุกคนในการนับถือศาสนานั้นจะต้องทำหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองให้ได้ เขาจึงควรถูกเรียกได้ว่าเป็น “ชีอะฮฺของอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ” เขาจึงควรถูกเรียกได้ว่า “เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการนับถือศาสนา” ชีวิตของเราจะต้องหาคำตอบในเรื่องราวของศาสนา ชีวิตของเราจะต้องสะอาด จิตใจของเราจะต้องสว่างไสวในการนับถือศาสนา และต้องไม่มีเวลาไปยุ่งกับสิ่งที่ไร้สาระ

สิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในชีวิต มันจะดึงและรั้งเรา ไม่ให้ใกล้ชิดกับ พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ที่เฝ้ารอให้เราใกล้ชิดกับพระองค์ อัลลอฮฺ(ซบ)ไม่ได้สร้าง ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(ซ) ท่านอิมามอะลี(อ)มาใกล้ชิดกับพระองค์เท่านั้น แต่สร้างมนุษย์ทุกคนให้มาใกล้ชิดกับพระองค์ พระองค์รอที่จะต้อนรับ รอที่จะตอบแทน ปราศจากการรู้แจ้งเห็นจริงในศาสนา มนุษย์ไม่สามารถไปถึงตำแหน่งนี้ได้ ดังนั้น ในสถานะภาพของอิมามอะลี(อ) นั้น มันสูงส่งอย่างมาก และนี่คือความยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมอะฮฺลุลบัยตฺ(อ) จึงถูกเลือกเป็นอิมามในยุคที่สิ้นสุดนบูวัต และเราก็ได้รู้อีกว่า เรานั้นเป็น ประชาชาติที่อัลลอฮฺ(ซบ) รักมากสักขนาดไหน ที่เราเกิดมาภายใต้การชี้นำอันนี้ ภายใต้การฮิดายะฮฺของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ) คือการฮิดายะฮฺที่อัลลอฮฺ (ซบ)ทรงเลือกให้กับมนุษย์ยุคนี้ ปราศจากความรู้ มนุษย์ไม่สามารถ ใกล้ชิด กับอัลลอฮฺ(ซบ) ได้


………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

“วันนี้ ข้าประสบความสำเร็จแล้ว โอ้พระผู้อภิบาลแห่งกะอบะฮฺ”

ปาฐกถา เนื่องในวันคล้ายคืนชะฮาดัตของท่านอิมามอะลี(อ) ณ มัสยิด รูฮุลลอฮฺ นครศรีธรรมราช

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ติดตามอ่านต่อ รัตติกาลแห่งอานุภาพ(ตอนที่ 3)