โอวาทวันนี้ 02/06/2560

556

นะบูวะห์ (ตอนที่ 17)

♡ ความเป็นศาสดา ♡

● ศาสดาที่เป็นเจ้าของชารีอัตจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง

เมื่อพิจารณาคุณลักษณะของศาสดาที่ได้รับ“ชารีอัตจากพระผู้เป็นเจ้า”โดยตรง แน่นอนว่า ย่อมมีคุณลักษณะที่พิเศษ และในคัมภีร์อัลกรุอานได้กล่าวถึงศาสดากลุ่มหนึ่ง เรียกว่า ศาสดาอูลุลอัซมี่

● คุณลักษณะพิเศษของศาสดาอูลุลอัซมี่

ศาสดาอูลุลอัซมี่ คือ ศาสดาที่ได้รับการแต่งตั้งลงมาพร้อมได้รับชารีอัต(บทบัญญัตทางกฎหมายและการปกครอง)จากอัลลอฮ (ซบ)โดยตรง และตามริวายะฮฺทั้งชีอะฮฺและซุนนีรายงานตรงกันว่าศาสดาอูลุลอัซมี่มี 5 องค์ ดังนี้

1.ท่านศาสดานูฮฺ (อ)
2.ศาสดาอิบรอฮีม(อ)
3.ศาสดามูซา(อ)
4.ศาสดาอีซา(อ)
5.ศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ)

ซูเราะฮฺอัชชูรอ โองการ 13

شَرَعَ لَكُم مِّنَ الدِّينِ مَا وَصىَ بِهِ نُوحًا وَ الَّذِى أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ وَ مَا وَصَّيْنَا بِهِ إِبْرَاهِيمَ وَ مُوسىَ وَ عِيسىَ أَنْ أَقِيمُواْ الدِّينَ وَ لَا تَتَفَرَّقُواْ فِيهِ كَبرَُ عَلىَ الْمُشْرِكِينَ مَا تَدْعُوهُمْ إِلَيْهِ اللَّهُ يجَْتَبىِ إِلَيْهِ مَن يَشَاءُ وَ يهَْدِى إِلَيْهِ مَن يُنِيب

“พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงกำหนดศาสนาแก่นูฮฺและที่เราได้วะฮีแก่เจ้าก็เช่นเดียวกับที่เราได้บัญชาแก่อิบรอฮีม และมูซา และอีซาว่า พวกเจ้าจงดำรงศาสนาให้คงมั่น และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนา แต่เป็นเรื่องใหญ่แก่พวกตั้งภาคี ที่จะเรียกร้องเชิญชวนพวกเขาไปสู่ศาสนานั้น อัลลอฮฺทรงเลือกสำหรับพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงนำทางผู้ที่ผินหน้าสู่พระองค์”

คำอธิบาย : คัมภีร์อัล-กุรอาน ได้กล่าวยืนยันว่า ศาสดาอูลุลอัซมี่ ทั้ง 5 องค์นี้เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตจากอัลลอฮ(ซบ) โดยพระองค์ทรงกำหนดชารีอัตมาให้เป็นการเฉพาะ เพื่อสถาปนา สังคายนา ศาสนาใหม่ มีกฎหมายและคัมภีร์อย่างสมบูรณ์ ส่วนบรรดาศาสดาที่เหลือทั้งหมด พระองค์ไม่ได้ให้มีชารีอัตเป็นของตนเอง แต่ให้ยึดถือ และเผยแพร่ธารธรรมตามชารีอัตของศาสดาทั้งห้านั่นเอง

ซูเราะฮฺ อะฮฺกอฟ โองการที่ 35

فَاصْبِرْ كَمَا صَبَرَ أُولُو الْعَزْمِ مِنَ الرُّسُلِ وَلَا تَسْتَعْجِل لَّهُمْ ۚ

“ดังนั้นเจ้า(มูฮัมหมัด)จงอดทน ดั่งเช่นที่บรรดาศาสดาที่ตั้งจิตมั่น(เป็นอุลุลอัซมี่)ได้อดทนมาก่อนแล้ว และอย่ารีบเร่ง(ให้มีการลงโทษ)แก่พวกเขา”

คำอธิบาย : ศาสดาที่เป็นอุลุลอัซมี่ เป็นคำที่มาจากอัลกุรอาน หมายถึง บรรดาศาสดาที่มีชารีอัตเป็นของตัวเอง ส่วนศาสดาอื่นๆมีหน้าที่ปฏิบัติตามชารีอัตของศาสดาที่เป็นอุลุลอัซมี่ จนกว่าจะมีศาสดาอุลิลอัซมี่องค์ใหม่มาทำหน้าที่แทน

● ภารกิจของศาสดาอูลุลอัซมี่

ในยุคศาสดานุฮฺ(อ) ท่านได้ถูกแต่งตั้งลงมาพร้อมชารีอัต ประชาชาติทั้งหมดในยุคนั้นต้องอยู่ภายใต้ชารีอัตของศาสดานุฮฺ(อ) และบรรดาศาสดาที่ถูกประทานลงมาหลังจากศาสดานูฮ(อ) ก็ต้องปฏิบัติตามชารีอัตของท่าน

จนถึงการปรากฏของศาสดาอิบรอฮีม(อ) อัลลอฮฺ(ซบ) ได้มีคำสั่งให้ละทิ้งชารีอัตของศาสดานูฮ(อ) โดยให้ประชาชาติใหม่ทั้งหมดปฏิบัติตามชารีอัตใหม่ของศาสดาอิบรอฮีม(อ) และศาสดาที่ลงมาหลังจากท่านก็ปฏิบัติตามชารีอัตของท่าน

ต่อมาเมื่อมาถึงยุคการปรากฏของศาสดามูซา(อ) อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงประทาน “คัมภีร์เตารอต”ลงมาพร้อมกับท่าน โดยมีบัญชาให้ละเว้นชารีอัตของศาสดาอิบรอฮีม(อ) และศาสดาที่ลงมาหลังจากท่านก็ได้ปฏิบัติตามชารีอัตของศาสดามูซา(อ)

และเมื่อถึงยุคสมัยที่ศาสดาอีซา(อ)ปรากฏ อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงประทาน “คัมภีร์อินญิล”มาพร้อมกับท่าน โดยมีบัญชาให้ละเว้น “คัมภีร์เตารอต” ของท่านศาสดามูซา(อ) ประชาชาติในยุคนี้ทั้งหมดก็ต้องอยู่ใต้ชารีอัตของศาสดาอีซา(อ)

จนถึงการปรากฏของศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)ศาสดาแห่งอิสลาม อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงประทาน คัมภีร์อัลกุรอานลงมา เป็นการบ่งชี้ว่า ทุกคัมภีร์ที่ผ่านมาหมดวาระลงแล้ว เฉพาะศาสนาอิสลามของศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ) เท่านั้นที่ฮะลาลจนถึงวันกิยามะฮฺ และฮะรอมของศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เท่านั้น ที่ฮะรอมจนถึงวันกิยามะฮฺ และจำเป็นสำหรับประชาชาติทั้งหมดในยุคสมัยของศาสดามูอัมหมัด(ศ็อลฯ) จนถึงปัจจุบันต้องปฏิบัติตามและศรัทธาต่อศาสดาองค์นี้

อย่างไรก็ตาม โองการในคัมภีร์อัลกรุอาน ได้บอกว่า บางยุคบางสมัย การปรากฏของศาสดา บางครั้งมีปรากฏร่วมสมัยพร้อมกันหลายองค์ ตัวอย่างเช่น กรณี การปรากฏของศาสดามูซา(อ)และศาสดาฮารูน(อ) ทั้งสองท่านเป็นศาสดาที่ปรากฏตัวในยุคสมัยเดียวกัน

และอีกหลายๆกรณี เช่น การปรากฏพร้อมกันระหว่างศาสดาอิบรอฮีม(อ)กับศาสดาลูต(อ) หรือศาสดาอิบรอฮีม(อ)กับศาสดาอิสมาอีล(อ) หรือ ศาสดายะหฺยา(อ)กับซักการียา(อ) หรือ ศาสดายะอฺกูบ(อ)กับยูซุฟ(อ) เป็นการบ่งชี้ว่า มีศาสดาหลายองค์ที่ดำเนินชีวิตเผยแพร่สัจธรรมร่วมสมัย ทว่าศาสดาทั้งหมดที่ร่วมสมัยนั้น ได้ทำหน้าที่ชี้นำประชาชาติแห่งยุคสมัย ด้วยการตามชารีอัตศาสดาท่านใดท่านหนึ่งที่เป็นอูลุลอัซมี่ตามยุคสมัยของตนนั่นเอง

● ภารกิจของทุกศาสดา

– แท้จริงแล้ว ภารกิจของบรรดาศาสดานั้น ต้อง(ตัศดีก)สนับสนุนยืนยันรับรองซึ่งกันและกัน ถือเป็นคุณลักษณะหนึ่งของบรรดาศาสดา ที่จะเป็นผู้แจ้งข่าวดีเกี่ยวกับศาสดาองค์ต่อไปที่จะปรากฏขึ้นภายหลัง

ดังนั้น ถ้ามีใครอ้างต้นเป็นศาสดา โดยแสดงสิ่งที่เหนือธรรมชาติ แล้วปฏิเสธศาสดาองค์หนึ่งองค์ใดในยุคก่อนหน้าหรือในยุคร่วมสมัย แน่นอน เท่ากับเขาเหล่านั้นได้ปฏิเสธอัลลอฮฺ(ซบ)โดยปริยาย สามารถรู้ได้เลยว่า นี่คือ คำกล่าวอ้างของคนโกหก

บรรดาศาสดาที่มาจากอัลลอฮฺ(ซบ)มาเพื่อชี้นำมนุษย์ และศาสดาจะไม่ของรางวัลตอบแทนใดๆจากมนุษย์ในการเผยแพร่ของเขา ดังนั้น ถ้ามีคนอ้างเป็นศาสดาแล้วขอค่าตอบแทนแสดงว่าเขาไม่ใช่ศาสดาจริง

ซูเราะฮฺอัชชุอารออฺ โองการที่ 109

وَمَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ ۖ إِنْ أَجْرِيَ إِلَّا عَلَىٰ رَبِّ الْعَالَمِينَ

“และฉันมิได้ขอค่าตอบแทนในการนี้จากพวกท่าน ค่าตอบแทนของฉันมิได้มาจากผู้ใดนอกจากพระเจ้าแห่งสากลโลก”

ซูเราะฮฺยาซีน โองการที่ 21

اتَّبِعُوا مَن لَّا يَسْأَلُكُمْ أَجْرًا وَهُم مُّهْتَدُونَ

“และพวกท่านจงปฏิบัติตามผู้ที่ไม่ได้เรียกร้องรางวัลใดๆจากพวกท่าน และพวกเขาเป็นผู้ได้รับทางนำ”

คำอธิบาย : อัลลอฮฺ(ซบ) ได้กล่าวโองการเหล่านี้ยืนยันเพื่อเป็นตัวอย่างว่า บรรดาศาสดาไม่ได้ขอรางวัลใดๆในการเผยแพร่ศาสนา ทว่ามีโองการหนึ่ง พระองค์มีคำสั่งให้ศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) ขอรางวัล ดังนี้

ซูเราะฮฺอัลฟุรกอน โองการที่ 57

قُلْ مَا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ مِنْ أَجْرٍ إِلَّا مَن شَاءَ أَن يَتَّخِذَ إِلَىٰ رَبِّهِ سَبِيلًا

“จงกล่าวเถิดมูฮัมหมัด ฉันมิได้ขอค่าจ้างจากพวกท่านในการเผยแพร่ เว้นแต่ว่าผู้ใดประสงค์ก็ให้เขายึดเป็นทางนำไปสู่พระผู้อภิบาลของเขา”

คำอธิบาย : อัลลอฮ(ซบ) ได้กล่าวโองการนี้ ว่า บรรดาศาสดาไม่ได้ขอรางวัลใดๆในการเผยแพร่ศาสนา เว้นแต่ศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อล) เห็นได้ว่า เป็นกรณีพิเศษ กรณีหนึ่ง ซึ่งดูประหนึ่งว่า ท่านขอรางวัลเพื่อตัวท่านเอง

คำถาม : สิ่งที่ท่านขอนั้น ขัดกับคุณลักษณะของศาสดาหรือไม่?

คำตอบ : หากพิจารณา การขอรางวัลของท่านในครั้งนี้ ชัดเจนว่า ท่านไม่ได้ขอเพื่อตัวท่านเอง ทว่าท่านมีความจำเป็นต้องขอเพื่อประชาชาติของท่าน ซึ่งเป็นการขอรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่การได้รับความดีและมรรคผลต่างๆ ให้กลับไปยังประชาชาติ

ซูเราะฮฺอัชชูรออฺ โองการที่ 23

قُل لَّا أَسَْلُكمُْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فىِ الْقُرْبى

“จงกล่าวเถิด {มุฮัมมัด (ศ็อลฯ)} ฉันมิได้ขอรางวัลและค่าตอบแทนใด ๆ เพื่อการนี้ เว้นแต่เพื่อความรักใคร่ต่อบรรดาเครือญาติผู้ใกล้ชิด(ของฉัน)”

คำอธิบาย : อัลลอฮฺ(ซบ) ได้บัญญัติโองการนี้มายังท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถตอบแทนศาสนานี้ได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะตอบแทนความเสียสละ ความเจ็บปวด ความเหน็ดเหนื่อยของท่านศาสดามูฮัมมัด(ศ็อลฯ)ได้ ไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนได้ เว้นแต่ด้วย ‘ความรัก’ เท่านั้น

นัยยะ คือ การ ‘มะวัดดะฮ์’ (การมอบความรัก) ต่ออะฮฺลุลบัยตฺ (อ) เป็นการมอบความรักให้กับ ‘สายเลือด’ ของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ผู้เป็นศาสนทูตแห่ง อัลลอฮฺ(ซบ) เพียงเท่านั้น

เป้าหมายเพื่อชี้ให้ประชาชาติรู้ว่า การขอรางวัลนี้ เป็นการขอเพื่อพวกเจ้า(ประชาชาติ) เพราะหากปราศจากความรักที่แท้จริง และเข้มข้นไปยังเครือญาติของศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ)แล้ว จะไม่มีบุคคลใดที่จะเข้าสู่การรู้จักและใกล้ชิดถึง ‘แก่นแท้’ (ฮากีกัต)ยังพระองค์ได้ อีกทั้งเป็นการขอที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ปฏิบัติตามเพื่อที่ว่า ประชาชาติในยุคของท่านศาสดาจะได้ไม่หลงทาง ดังที่พระองค์ทรงตรัส ในอัลกรุอาน ความว่า

ซูเราะฮฺซะบา โองการที่ 47

قُلْ مَا سَأَلْتُكُم مِّنْ أَجْرٍ فَهُوَ لَكُمْ إِنْ أَجْرِىَ إِلَّا عَلىَ اللَّهِ وَ هُوَ عَلىَ كلُِّ شىَْءٍ شهَِيد

“จงกล่าวเถิดมูฮัมหมัด รางวัลที่ฉันได้ขอจากพวกท่านนั้น มันเพื่อประโยชน์ของพวกท่านเอง แต่รางวัลของฉันอยู่ที่อัลลอฮฺ และพระองค์ทรงเป็นพยานต่อทุกสิ่ง”


ติดตามอ่านต่อ นะบูวะห์ (ตอนที่ 18)