ปรมัตถ์ แห่งขันติธรรม (ตอนที่ 5)

74

การอันเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน คือ อะมั้ลที่ดีที่สุดในเดือนรอมฎอน

อะมั้ลที่สำคัญที่สุดในเดือนรอมฎอนจึงเป็นเรื่องของการศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจและอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นเรื่องหลัก ท่านรอซูลลุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) ทบทวนอัลกุรอานจบสิบครั้งในเดือนนี้เป็นอย่างน้อย คือ ภายในสามวันท่านจะอัญเชิญอัลกุรอานจบครั้งหนึ่ง และไม่ใช่เป็นการอัญเชิญแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีความเข้าใจอะไร โดยเหตุที่คัมภีร์อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ลึกซึ้ง ทุกครั้งที่อ่านก็จะเข้าใจสิ่งใหม่ๆ และได้รับความเป็นศิริมงคลอย่างไม่รู้จักที่สิ้นสุด

การที่มีสมาธิอย่างแน่วแน่ก็จะทำให้การศึกษาคัมภีร์อัลกุรอานนั้นยิ่งลึกซึ้งตามไปด้วย การที่ต้องอดอาหารโดยไม่ต้องไปพะวงกับเรื่องของรสชาติอาหารเพื่อความอิ่มท้อง จิตวิญญาณก็กลับเข้มแข็ง….. สมาธิแน่วแน่….. การอดอาหารนั้นจึงยังประโยชน์ในเรื่องของสมาธิและจิตวิญญาณเป็นสำคัญด้วย

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า “คนที่ท้องของเขาว่างมากเท่าไร สติปัญญาของเขาจะแจ่มใส่มากเท่านั้น”

เดือนรอมฎอนจึงเป็นพระประสงค์ดังที่ท่านศาสดา(ศ็อลฯ) ได้มีวัจนะไว้แล้วนั่นเอง อธิบายอย่างง่ายๆว่าการถือศีลอด คือ การสร้างสมาธิอันเข้มข้นเพื่อจะได้ศึกษาทำความเข้าใจอัลกุรอานอันเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตให้แจ่มแจ้งถ่องแท้

การอัญเชิญอัลกุรอานในเดือนนี้จึงมีความเป็นศิริมงคลมากกว่าเดือนอื่นๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้ว เดือนนี้เป็นเดือนที่จะใช้ประโยชน์จากอัลกุรอานให้มากที่สุด เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการพัฒนาจิตวิญญาณ การทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไปนั้นไม่ใช่เป็นการทรมานแต่เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับความศรัทธาและจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสวงหาความใกล้ชิดจากพระองค์โดยคัมภีร์ของพระองค์ และการอรรถาธิบายในส่วนที่ลึกซึ้งผ่านวัจนะของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) นี่คือเป้าหมายหลักแท้จริงของเดือน รอมฎอนอันทรงเกียรติ

การถือศีลอดเป็นการสร้างสมาธิอันเข้มแข็งให้กับมนุษย์

พระองค์ไม่ปรารถนาให้ผู้ศรัทธาต้องเดินทางในเดือนนี้ อัลกุรอานบอกว่าจงถือศีลอดในเดือนนี้ถ้าหากเจ็บป่วย หรือเดินทางก็ให้ละเว้น คือ อิสลามไม่สนับสนุนให้ถือศีลอดแล้วต้องขับรถเดินทาง เพราะแน่นอนที่สุดสิ่งที่เสียไปคือสมาธิ รวมความว่าการถือศีลอดเป็นการทำให้มนุษย์มีสมาธิ มีสมาธิเพื่อจะได้ศึกษาค้นคว้าอัลกุรอานให้ละเอียดลึกซึ้งเข้าใจถ่องแท้สมกับเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต หากทำได้ดั่งนี้ก็สมกับพระประสงค์ของพระองค์ที่ทรงปรารถนาให้บ่าวทุกคนเป็นชาวสวรรค์ ไม่ใช่ให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการฝึกฝน

เมื่อวันที่ 29 ของเดือนชะอฺบานได้มาถึงบรรดาศอฮาบะฮฺจะบอกท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ว่าวันที่ 1 ของเดือน รอมฎอมได้ปรากฏขึ้นแล้ว ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) จะขึ้นบนมิมบัรฺประกาศให้เชิญชวนบรรดาศอฮาบะฮฺทั้งหมดของท่านมาพร้อมกันในมัสยิด พร้อมกับประกาศว่า “เดือนแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้นกำลังจะมาถึงยังพวกท่านแล้วและพวกท่านทั้งหลายได้ถูกเชิญชวนไปยังงานเลี้ยงของพระองค์”

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ได้ใช้คำนี้ในการประกาศ เป็นนัยยะว่ารอมฎอนนั้นทรงเกียรติและยิ่งใหญ่อลังการเพียงใด
และท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ็อลฯ) ยังอธิบายต่อไปอีกว่าเดือนรอมฎอนนี้ทรงเกียรติถึงขนาดว่า การนอนของเขาคือ อิบาดะฮฺ การหายใจของเขา คือ การสรรเสริญ(ตัสบิฮฺ) ลมหายใจเข้าออกของมนุษย์ก็มีค่ายิ่งในเดือนนี้ พระองค์ทรงมีรางวัลตอบแทนแก่มนุษย์ในเดือนนี้ไว้อย่างมากมาย คำว่างานเลี้ยงที่พระองค์ทรงประทานจึงเป็นนัยยะลึกซึ้งว่า พระองค์ทรงเพิ่มพลังทางจิตวิญญาณเป็นอาหารทิพย์แก่ปวงบ่าวของพระองค์

ในเดือนนี้มีค่ำคืนหนึ่งที่มีค่าถึงหนึ่งพันเดือน ผู้ทำความดี ผู้ดำรงนมาซ และผู้เอาใจใส่ในอิบาดะฮฺต่างๆ ในค่ำคืนลัยละตุลก็อดรฺ เขาจะได้รับประโยชน์มรรคผลดั่งการทำความดีถึงหนึ่งพันเดือน (80 ปี) แค่หนึ่งคืนนั้นยังทรงเกียรติขนาดนี้ แล้วเดือนนี้จึงเป็นแค่เพียงอดข้าว อดน้ำ อดอาหาร กระนั้นหรือ แต่ต้องถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนแห่งการมีสมาธิเพื่อศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจอัลกุรอานอย่างละเอียดลึกซึ้งอย่างถ่องแท้ให้สมกับที่อัลกุรอานได้ทรงประทานมาในเดือนนี้


……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปาฐกถา เนื่องในวโรกาสต้อนรับเดือนรอมฎอนอันทรงเกียรติ

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ติดตามอ่านต่อ ปรมัตถ์ แห่งขันติธรรม (ตอนจบ)