โอวาทวันนี้ 25/05/2560

38

นะบูวะห์ (ตอนที่ 14)

♡ ความเป็นศาสดา ♡

● ข้อพิจารณา(วินิจฉัย)ความเป็นศาสดา

เบื้องต้น ต้องไปดูบริบทการคัดสรรของพระผู้เป็นเจ้า การที่พระองค์ทรงคัดเลือกมนุษย์ธรรมดาขึ้นมาเป็นบรรดาศาสดา เป้าหมายเพื่อให้ศาสดาเป็นตัวอย่างให้กับมวลมนุษย์ให้สามารถประพฤติปฏิบัติตามคำสอนที่ใกล้เคียงที่สุดได้ ทว่าหากศาสดาเป็นผู้วิเศษหรือเป็นมะลาอีกะฮฺ วิถีการดำเนินก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่ง แน่นอนว่ามวลมนุษย์ไม่สามารถปฏิบัติตามได้

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเป็นศาสดาให้กับเรา ตรงนี้เพื่อพิสูจน์ความเป็นศาสดา เราต้องจำแนกมนุษย์ที่ถูกเลือกให้เป็นศาสดาออกจากมนุษย์ ด้วยข้อพิจารณาองค์ประกอบคุณสมบัติความเป็นศาสดา ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1.สามารถตรวจสอบได้ด้วยสติปัญญา ด้วยความรู้ ด้วยสัญลักษณ์ ด้วยพฤติกรรมในคำสั่งสอนที่อัจฉริยะของเขา

ตัวอย่าง : คุณสมบัติและสัญลักษณ์ของศาสดา

ขอยกกรณี ท่านซัลมาน อัลฟาร์ซี (อัครสาวก) ท่านบอกว่า ผู้ที่เป็นศาสดาจะมีสัญลักษณ์หนึ่งปรากฏที่บ่าหรือไหล่ และความที่ท่านเป็นคนสังเกตวิถีการดำเนินชีวิตของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อลฯ) จึงรู้ว่าท่านศาสดานั้นจะไม่รับศอดาเกาะฮฺ และในด้านความรู้ บ่อยครั้งที่ท่านซัลมาน ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อท่านปรึกษาหารือท่านศาสดา ท่านศาสดาสามารถไขปัญหาดังกล่าวนั้นได้อย่างสมบูรณ์ (ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดมาก)

2. จากการประกาศของศาสดาองค์ก่อนๆ

ข้อสังเกต เมื่อศาสดาองค์ก่อนหน้าเผยแผ่โองการแก่มวลมนุษย์ ในระหว่างนั้นท่านจะประกาศแจ้งศาสดาที่จะมาปรากฏองค์ต่อไปด้วย เช่น บางศาสดาระบุชื่อโดยตรง บางศาสดากล่าวถึงคุณลักษณะของบรรดาศาสดา ซึ่งจะมาด้วยแบบฉบับที่หลากหลาย เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับมวลมนุษย์

3 .พิสูจน์ความเป็นศาสดาด้วยมุอฺญิซาต (อำนาจที่เหนือธรรมชาติ)

วิธีนี้คือวิธีที่ดีที่สุดเพราะสามารถเข้าใจและยอมรับได้ง่าย ซึ่งการรู้ด้วยสติปัญญาหรือความรู้เกี่ยวกับสัญลักษณ์นั้น ไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะมีความรู้ มีความสามารถเหมือนอย่างที่ท่านซัลมานอัลฟาร์ซีรู้ เพราะต้องใช้ความรู้และข้อมูลเป็นอย่างมาก

ประเด็นสัญลักษณ์ ในประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า มีเพียงสองท่านเท่านั้นที่รู้สัญลักษณ์ผู้ที่จะเป็นศาสดาก่อนการประกาศความเป็นศาสดา นั่นคือ

– ท่านซัลมาน อัลฟาร์ซี
– ท่านบะฮีรอ (บาทหลวงชาวคริสต์เตียน)
● มุอฺญิซาตคืออะไร

มุอฺญิซะต (ปาฏิหาริย์) คือ ภารกิจหนึ่งที่เหนือธรรมชาติ ที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้ปาฏิหาริย์นี้เกิดขึ้นมา โดยผ่านบรรดาศาสดา เป้าหมายเพื่อพิสูจน์ความสัจจริง

ดังนั้น จะเรียกสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่า เป็นมุอฺญิซาตได้นั้น ต้องพิจารณาอย่างละเอียดตามนิยาม 3 องค์ประกอบดังต่อไปนี้

นิยามที่ 1 คือ สิ่งที่ปรากฏเหนือปกติธรรมดาทั่วไป ซึ่งมิได้เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุทั่วไป หรือบนสาเหตุของวิชาการทั้งหลาย (คอริกุลอาดะฮฺ) ต้องแสดง “คอริกุลอาดะฮฺ” สิ่งทีเหนือธรรมชาติปกติทั่วไปได้

ทีนี้ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “คอริกุลอาดะฮฺ” ในที่นี้แบ่งออกเป็นสองประเภท ดังนี้

1.สิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้ เรียนรู้ได้ ฝึกฝนได้ แต่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดทำสิ่งนี้ได้
2.ไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ เว้นแต่อำนาจนี้มาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง และพระองค์เท่านั้นที่สามารถทำได้

โดยปกติแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ จะเกิดบนเงื่อนไขของเหตุและผล มนุษย์สามารถรู้สิ่งเหล่านั้นได้ด้วยการตรวจสอบหรือการทดลองต่าง ๆ เช่น ปรากฏการด้านฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และจิตวิทยา ส่วนอีกลักษณะหนึ่ง เรียกว่าปรากฏการเหนือธรรมชาติ ปรากฏการณ์นี้ แน่นอนว่า มนุษย์ไม่สามารถรู้เหตุและผลของทั้งหมดได้ด้วยการทดสอบหรือทดลองผ่านปราสาทสัมผัส
อย่างไรก็ตาม ที่ว่าสิ่งที่เหนือธรรมชาติบางอย่าง พระผู้เป็นเจ้าทรงอนุมัติ ให้มนุษย์สามารถทำได้และบางอย่างมนุษย์ไม่สามารถทำได้ ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามหลักเหตุและผลของฟิสิกส์เคมี ซึ่งมีเหตุและมีผลตามธรรมชาติหรือสามารถอธิบายเหตุของการเกิดขึ้นของสิ่งนั้นด้วยหลักของธรรมชาติเป็นองค์ประกอบ

● “คอริกุลอาดะฮฺ” ประเภทที่มนุษย์สามารถทำได้ เรียนรู้ได้ ฝึกฝนได้ แต่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดทำสิ่งนี้ได้

แน่นอนว่า สตรีจะให้กำเนิดบุตรได้ต้องผ่านการแต่งงาน นั้นคือ สาเหตุในการมีบุตร เห็นได้ว่า มันมีเหตุมีผลของมัน ส่วน “คอริกุลอาดะฮฺ” ที่จะอธิบายนี้ คือ ปรากฏการณ์ที่อยู่เหนือธรรมชาติ ซึ่งมิได้เกิดขึ้นโดยมีสาเหตุทั่วไป

และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักของธรรมชาติ หรือไม่มีสาเหตุตามธรรมชาติ หรืออาจจะมีสาเหตุแต่ไม่ใช่สาเหตุตามหลักธรรมชาติทั่วไป เช่น การแสดงมายากล เวทมนต์คาถา อิทธิฤทธิ์ของฤาษีชีไพรหรือพ่อมดหมอผี ต่างๆในโลกนี้มีปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติอยู่จริง

ตัวอย่าง : ความสามารถของพ่อมดหมอผี ฤาษีชีไพร พระสงฆ์ นักพรต หรือคนบางคน เราพบว่า คนเหล่านี้ สามารถหายตัวได้ เหาะเหินได้ เดินบนน้ำได้

ดังกล่าวนี้ คือ สิ่งที่เหนือธรรมชาติประเภทที่มนุษย์สามารเรียนรู้ฝึกฝนได้ หรือหมอดูบางคน เพียงปิดตาทำสมาธิ เขาก็สามารถใช้พลังจิตที่เข้มแข็งบังคับหรือควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆให้เกิดขึ้นที่ไหนก็ได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์เหนือธรรมชาตินี้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเรียกว่า “มุอฺญิซาต” ตรงนี้จะชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า มุอฺญิซาต คือ ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง

● การพิสูจน์ ความเป็น“มุอฺญิซาต”

ภารกิจ คอริกุลอาดะฮฺ อิลาฮี จะปรากฏขึ้นได้ ก็ต้องเมื่อได้รับอนุญาตพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น เพราะพระองค์ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งว่า สิ่งที่เหนือธรรมชาตินี้จะเกิดขึ้นได้ นอกจากต้องมาจากอำนาจของพระองค์โดยตรงแล้ว การครอบครองปรากฏการเหล่านั้นจะต้องไม่ตกไปอยู่ในมือของบุคคลที่ไม่มีสายสัมพันธ์พิเศษกับพระองค์ด้วย

ที่นี้ เรามาทำความเข้าใจพลังเหนือธรรมชาติ เราจะพบมีหลายแบบ บางครั้งมาจากพลังนัฟซานีของมนุษย์ (พลังด้านในของมนุษย์) พลังนี้เป็นพลังทางด้านจิตสามารถทำอะไรได้อย่างมากมาย เช่น การเพ่งให้เหล็กงอ สะกดจิต จ้องสัตว์ให้หัวใจวายตาย ซึงนักวิทยาศาสตร์เริ่มยอมรับแล้วว่า มนุษย์สามารถฝึกฝนให้มีพลังจิตนี้ได้ และสิ่งนี้ก็คือ คอริกุลอาดะฮฺ เช่นกัน ตรงนี้ที่จะอธิบายว่า ไม่ได้หมายความว่า คอริกุลอาดะฮทุกอย่างต้องเป็นมุอฺญิซาตนั่นเอง

ส่วนมุอฺญิซาต คือ “คอริกุลอาดะฮฺอิลาฮี” (สิ่งที่เหนือธรรมชาติที่มาจากอัลลอฮฺโดยตรง) แน่นอนไม่มีมนุษย์คนใดบนโลกนี้สามารถทำได้ และประเภทนี้ไม่มีการเรียนรู้ ไม่สามารถฝึกฝนได้ด้วย

● คอริกุลอาดะฮฺ ประเภทที่เป็นมุอฺญิซาต

การแสดงปาฏิหาริย์ที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้กับบรรดาศาสดา พลังชนิดนี้ จะไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ เว้นแต่อำนาจนี้มาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง เช่น พระผู้เป็นเจ้าสั่งให้ศาสดามูซา(อ)โยนไม้เท้าลงบนพื้น ในทันใดนั้นไม้เท้าได้กลายเป็นงูจริงๆ ที่มีขนาดลำตัวใหญ่ ไม่ได้เป็นภาพลวงตา ซึ่งแม้กระทั่งตัวท่านเองยังตกใจ เพราะท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

หากพิจารณาตัวอย่างทั้งสองประเภท จะพบว่าจิตวิญญาณในภารกิจมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เห็นได้ว่าผู้ที่แสดงมายากลที่ใช้พลังจิตเวทมนต์ทำให้คนมองเห็นเป็นงู หรือทำสิ่งใดก็ตาม มีเป้าหมายมุ่งไปที่ผลประโยชน์ หวังอำนาจบารมี และเพื่อวัตถุปัจจัยทางโลกเท่านั้น ทว่ากลับกัน จะเห็นว่า การแสดง “มุอฺญิซาต” มีเป้าหมายที่สูงส่ง เพื่อชี้นำประชาชาติ

ทีนี้กลับมาดูข้อแตกต่างระหว่างมายากลที่ใช้พลังจิตเวทมนต์ทำให้คนมองเห็นเป็นงู ในขณะเดียวกันไม้เท้าของท่านศาสดามูซา(อ)คือ งูจริงๆ แล้วกินงูของพวกนักมายากลทั้งหมด ในสิ่งที่แตกต่างนี้ ศาสดาไม่ได้เรียนมาจากที่ไหน ไม่ได้ฝึกฝนด้วย แต่เป็นอำนาจของอัลลอฮฺ(ซบ)โดยตรงที่อนุมัติให้เกิดขึ้น

นี้คือความแตกต่างระหว่างคอริกุลอาดะฮฺทั่วไปกับคอริกุลอาดะฮฺอิลาฮี และอำนาจพวกฤาษีชีไพร ก็คืออำนาจของพระองค์ที่พระองค์ได้มอบให้พวกเขาด้วยเช่นกัน

สิ่งที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าเจ้าโดยตรง เช่น การฟื้นคืนชีพคนตายของท่านศาสดามูซา(อ) รวมทั้งศาสดาอิสลามฝ่าดวงจันทร์ซีกหนึ่งไปทางตะวันตกอีกซีกหนึ่งไปทางตะวันออก ปรากฏการณ์นี้เป็นการฝ่าจริง เกิดขึ้นจริง ตามอำนาจของพระองค์โดยตรง และการจะเป็นมุอฺญิซาตที่สมบูรณ์ได้นั้น ก็ต่อเมื่อมีครบทั้งสององค์ประกอบ คือ ต้องเป็นผู้ที่สำแดงคอริกุลอาดะฮฺอิลาฮีได้และต้องประกาศตัวเขาเป็นศาสดาด้วย เมื่อทั้งสองอย่างนี้มาพร้อมกัน จึงสามารถเรียกว่าสิ่งที่เหนือธรรมชาตินี้มาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง (มุอฺญิซาต) แต่ถ้าเขาไม่ได้ประกาศตนเป็นศาสดา ก็จะถูกเรียกว่า “กะรอมัต” นั่นเอง

และในคอริกุลอาดะฮฺอิลาฮีนี้ ก็แบ่งออกเป็นสองประเภท บางครั้งคอริกุลอาดะฮฺถูกแสดงโดยเอาลียาอฺของอัลลอฮฺ(ซบ) บางครั้งไม่ได้ถูกแสดงโดยบรรดาศาสดา หมายความว่า เอาลียาอฺของพระองค์ก็สามารถที่แสดงคอริกุลอาดะฮฺได้เช่นกัน

ตัวอย่าง การรักษาโรค

การรักษาโรคที่ไม่มียา ในบางครั้งอัลลอฮฺ(ซบ) ทรงอนุมัติให้รักษาด้วยการอ่านดุอาอฺเป่าลงในน้ำเปล่า เพียงแก้วเดียวก็สามารถรักษาให้หายจากโรคมะเร็งหรือโรคบางอย่างได้

ในความเป็นจริงแน่นอนว่าน้ำเปล่า 1 แก้วไม่สามารถรักษามะเร็งได้ และไม่มีโรคไหนด้วยที่รักษาได้ด้วยการกินน้ำเพียงแก้วเดียว แต่ถ้าการหายจากโรคนั้นๆ หากเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายด้วยหลักฟิสิกส์เคมีได้ ตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่า นี้คือ “คอริกุลอาดะฮฺ” ถือเป็นพระประสงค์อันเฉพาะของพระเจ้าและโดยอนุมัติของพระองค์เท่านั้นจึงเกิดสิ่งที่เหนือการคาดหมายนี้ขึ้นมาได้

ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจว่า “คอริกุลอิลาฮี” คือสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์เป็นพิเศษลักษณะนี้นั้น สิ่งนี้จะไม่เรียกว่า “มุอฺญิซาต” แต่จะเรียก คอริกุลอาดะฮฺของบรรดาเอาลียาอฺว่า “กะรอมัต” นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว จะเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างใดๆ เพราะในการแสดงกะรอมัตของเขาไม่ได้ควบคู่กับการประกาศความเป็นศาสดา แต่ถ้าเขาประกาศตัวเป็นศาสดามันก็เป็นมุอฺญิซาตทันที

ประเด็นนี้ บรรดาอาลิมอุลามาอฺขั้นสูงเชื่อว่า บรรดาเอาลียาอฺบางท่าน อัลลลอฮ(ซบ)ทรงประทานความสามารถฟื้นชีวิตคนตายเหมือนที่ศาสดาอีซา(อ)ทำได้ แต่เราไม่เรียกว่ามุอฺญิซาตเพราะไม่ได้ทำในนามศาสดา แตกต่างกันที่ชื่ออย่างเดียว ระหว่างกะรอมัตกับมุอฺญิซาต และในด้านความเข้นข้น กะรอมัต มันก็มีความแตกต่างของความเข้มข้นและสูงสุดเท่ากับมุอฺญิซาตของบรรดาศาสดาด้วย

จากตัวอย่างที่ศาสดามูซา(อ)สนทนากับฟิรอูน ท่านกล่าวว่า ฉันคือศาสดาของ อัลลอฮฺ(ซบ) ได้มีสาสน์มายังเจ้า คำถามแรกที่ที่ฟิรอูนถามกลับมา คือ ถ้าเจ้าเป็นศาสดาไหนลองแสดงหลักฐานมาดูสิ เห็นได้ว่า แม้ฟิรอูนก็ยังรู้ว่า ถ้าเป็นศาสดาจริงต้องสร้างแสดงสิ่งที่เหนือธรรมชาติได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ อัลลอฮฺ(ซบ) จึงลงวะฮฺยู(วิวรณ์)ให้ศาสดามูซา(อ) โยนไม้เท้าลงบนพื้น ในทันใดนั้นไม้เท้าได้กลายเป็นงูจริงๆ

บริบทข้างต้น เห็นได้ว่า ข้อพิจารณา(วินิจฉัย)ความเป็นศาสดา จำเป็นต้องมี 2 องค์ประกอบรวมกัน ดังนี้

1.สิ่งนั้นเกิดจากกระทำของพระเจ้าโดยตรง
2.ควบคู่กับการประกาศการเป็นศาสดา

ซึ่งหากจะกล่าวโดยสรุป การพิสูจน์ความเป็นศาสดาสำหรับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป วิธีที่ดีที่สุด ที่ทุกคนสามารถรู้ได้ง่ายที่สุด คือ การประกาศความเป็นศาสดาพร้อมๆกับการแสดงมุอฺญิซาต(อำนาจที่เหนือธรรมชาติที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง)นั่นเอง


ติดตามอ่านต่อ นะบูวะห์ (ตอนที่ 15)