ซัยหนับ วีรสตรีผู้ผดุงสาส์นแห่งกัรบะลาอฺ (ตอนจบ)

716

วันนี้สตรีจะต้องพัฒนาจิตวิญญาณให้ไปถึงขั้นที่ว่าพรุ่งนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดถ้ามันเกิดขึ้นเพราะศาสนา เราก็จะต้องพูดเหมือนกับที่ท่านหญิงซัยหนับ(ซ) ที่กล่าวว่า “มารออัยตู อิลลาญามีลา” ถ้ามันเกิดเพราะศาสนามันสวยงาม

เยาวชนคนหนุ่มสาว หากติดตามดูในสื่อในโซเชียลมีเดีย เราจะพบวันนี้สิ่งที่เรากำลังฟังนั้นกำลังเกิดขึ้นในสถานที่ต่างๆ

ผมเคยดูคลิปหนึ่งที่ทางอิหร่านแจ้งกลับมาว่า อีกสักครู่จะมีการนำมัยยิตเยาวชนลูกหลานของท่านกลับมา เพื่อที่จะให้มารดาไปดูศพของลูกในห้องเก็บศพของชะฮีด เมื่อเดินไปถึงมัยยิตของลูกชาย กลับไม่มีมารดาคนใดร้องไห้และฟุบลง ไม่เพียงเท่านั้นบรรดามารดาที่เดินไปตรงนั้นกลับเอามือลูบหน้าของลูกแล้วก็เอามาลูบหน้าของตัวเอง

ภาพแบบนี้ต่างหากที่เกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างมากมายทั้งในอิหร่าน เลบานอนและ ในบาห์เรน แม้แต่ในซาอุดีอาระเบีย นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ถามว่า มารดาที่เอามือไปลูบศพลูกชายที่เป็นชะฮีด ซึ่งโดยปรกติ ภาพที่เราจะเห็นจากสตรีคือการร้องไห้การตีฟูมตีฟาย แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว วันนี้บรรดามารดาไปลูบ….ไปตะบัรรุกกับศพลูกชายที่ยังเป็นชายหนุ่มวัย 18 -19- 20 ปี ลูบไปที่ใบหน้าแล้วเอามาลูบหน้าของตัวเองแล้วก็ยิ้มแล้วก็ตบไปที่ลูกเหมือนกับหญิงเฒ่าแห่งกัรบะลาอฺ หญิงที่กำลังเช็ดศีรษะของลูกที่ขาดวิ่นมากับฝุ่น สิ่งต่างๆเหล่านี้มาจากวีรกรรมของบรรดาสตรีโดยเฉพาะจากท่านหญิง ซัยหนับ(ซ) ซึ่งการทุกข์ทรมานในลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สตรีผู้หนึ่งที่ได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างมาแล้วพูดว่า “มารออัย ตู อิลลาญามีลา” เราไม่เห็นสิ่งใดเลยเว้นแต่ความสวยงาม

เราจะเข้าสู่ในรายละเอียดสักหนึ่งเรื่องที่ท่านหญิงซัยหนับ(ซ) เห็นมากับตาในกัรบะลาอฺ ในช่วงเวลาแห่งการอำลา ท่าน อิมามฮุเซ็น(อ)ได้สั่งท่านหญิงซัยหนับ(ซ)ว่า ให้ดูแลเด็กๆและผู้หญิงทุกๆคน ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่อย่าให้ใครออกมาจากกระโจมอย่างเด็ดขาด ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)ก็รับ คำสั่งของเมาลาท่านอบาอับดิลลาฮฺ ฮิลฮุเซน(อ) เมื่อทุกคนเข้าสู่กระโจม ท่านอิมามฮุเซ็น(อ)ก็ควบม้าเข้าสู่สนามรบ อิมามฮุเซ็น(อ)ก็เป็นห่วงเด็กๆต้องการที่จะสร้างขวัญและกำลังใจให้เด็กที่นั่งรออยู่ในกระโจมที่จะได้มีความอุ่นใจ ในระหว่างที่อิมามฮุเซ็น(อ)ขี่ม้าและในระหว่างที่ฟันดาบนั้นท่าน อิมาม(อ)ก็จะร้องตะโกนเสียงดังอยู่ตลอดเวลาว่า “ลาเฮาละวะลา กูวะตะอิลลาบิลลาฮิลอะลียิลอะซีม”

เสียงหนึ่งที่ดังในท้องทุ่งกัรบะลาอฺ และจงใจจะขี่ม้าให้เลี้ยวมาใกล้ คัยมา(กระโจม)ที่สุดเพื่อให้เด็กๆนั้นได้ยินเสียงอันนี้ เพื่อเด็กๆมีความอบอุ่นใจว่าท่านอบาอับดิลลาฮฺนั้นยังอยู่ ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)นั้นยิ่งสุขใจขนาดไหนพี่น้อง ทุกๆครั้งที่ม้า ซุลญานาเลี้ยวเข้ามาท่านอิมามฮูเซนตะโกนมาจากหลังม้าว่า “ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮฺ” ว่าเมาลานั้นยังมีชีวิตอยู่ แต่แล้วสักพักหนึ่งเสียง “ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาบิลลาฮฺ”นั้นหายไประยะหนึ่งแล้ว เสียงนั้นไม่กลับมาแล้ว แต่เพราะได้รับคำสั่งจากเมาลาว่าห้ามเด็กๆและผู้ใดออกมาจากกระโจมถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ ท่านหญิงซัยหนับกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าทำไมเสียง “ลาเฮาละวะลากูวะตะอิลลาฮฺ าบิลลาฮฺ” นั้นไม่ดังแล้ว และ..สักพักใหญ่ๆเสียงร้องของม้านั้นก็ได้ดังขึ้นมาข้างกระโจมของสตรีและบรรดาเด็กๆโดยมิได้นัดหมายทุกคนเปิดผ้ากระโจมมาพร้อมกันทั้งหมดเพราะได้ยินเสียงของซุลญานา

saheel_horse_zlima_by_mustafa20-d5ldg0n

ด้วยความดีใจว่าเมาลากลับมาอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วทุกคนต้องผิดหวังเมื่อเปิดกระโจมนั้น ม้ากลับมา แต่ไม่มีผู้ที่ขี่บนหลังมัน ดังนั้นจากความดีใจก็เปลี่ยนเป็นเสียง วาอาบาตา วาอาคอ วาฮูซัยนา โอ้พ่อจ๋า โอ้พี่จ๋า โอ้ลุงจ๋า โอ้ฮุเซ็น ท่านหญิงซัยหนับก็ได้วิ่งออกมานอกกระโจมเมื่อเห็นสภาพนั้นสภาพที่ม้าไม่มีผู้ขี่แล้วเด็กๆกำลังล้อมตีอกชกหัวอยู่รอบๆตัวม้า แต่ท่านหญิง ซัยหนับ(ซ)มองไกลไปมากกว่านั้น ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)บอกว่าเมื่อเจ้าของไม่กลับมากับม้าแล้วเจ้าของอยู่ที่ไหน ? ถ้าอยากจะรู้ว่าเจ้าของอยู่ที่ไหนก็ต้องวิ่งไปที่เนิน อินชาอัลลอฮฺพี่น้องที่ไปซิยารัต กัรบะลาอฺ อย่าลืมบอกให้คนนำทีมพาไปยืนอยู่ที่เนินให้ได้ ซึ่งชื่อว่าเนินท่านหญิงซัยหนับ(ซ) มีเนินๆหนึ่งที่ถูกเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ซึ่งเป็นเนินที่สูง

ทำไมต้องจึงเรียกว่าเนินของท่านหญิงซัยหนับ? เพราะว่าเนินนั้นท่านหญิงใช้วิ่งไปมาระหว่างสนามรบกับกระโจมของเด็กๆ เมื่อท่านหญิงวิ่งไปที่เนินเพื่อจะดูว่าเจ้าของม้าอยู่ที่ไหนกัน ทว่าท่านหญิงได้เห็นในระยะไกลไปนั้นมีคนกำลังล้อมอะไรอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเขากำลังล้อมอะไร จึงได้เข้าไปใกล้ๆยืนที่บนเนินก็ยังไม่รู้ว่าเขาล้อมอะไรกันอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้อีกจึงเห็นว่าพวกเขาทำอะไรกันก็ไม่รู้ มีบางคนยกดาบขึ้นมาแล้วฟันไปข้างล่าง บางคนยกหอกขึ้นมาแล้วทิ่มไปข้างล่าง บางคนเอาก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างไปที่ดินตรงนั้น แต่เขาไม่เห็นว่ากำลังฟันอยู่ เมื่อท่านหญิงซัยหนับจะเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กที่คัยมา จึงต้องวิ่งกลับไปที่กระโจมอีกครั้งหนึ่ง

อินชาอัลลอฮฺใครไปกัรบะลาอฺพี่น้องลองวิ่งดูสักสองสามรอบ สตรีผู้หนึ่งที่วิ่งเป็นสิบๆรอบตรงนั้น เมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กก็วิ่งจากเนินกลับไปยังกระโจมเพื่อที่จะปลอบประโลมเด็กๆให้เงียบ พอเด็กๆเริ่มเงียบก็นึกถึงเจ้าของม้าว่าอยู่ที่ไหนยังไม่เห็นเลย จึงวิ่งกลับมาที่เนินอีกครั้งหนึ่งก็ยังเห็นการยกมือขึ้นยกมือลงของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งอยู่ ท่านหญิง ซัยหนับจึงได้เดินเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าเขาทำอะไรกัน เพราะร่างที่อยู่กลางวงนั้นคือร่างของอบาอับดิลลาฮฺ ฮิลฮุเซ็น ใครมีหอกก็ได้ทิ่มท่านอิมามฮุเซ็นด้วยหอก ใครมีดาบก็ได้ฟันดาบลงไปบนร่างของท่านอิมามฮุเซ็น(อ)จนท่านอิมาม(อ)นั้นไม่เคลื่อนไหวแล้วมันจึงเปิดวงล้อม

ในริวายะฮฺหนึ่งได้กล่าวไว้ว่าท่านอิมามฮุเซ็น(อ)ได้ส่งสัญญาณทางสายตาให้กับท่านหญิงซัยหนับว่าน้องรักกลับไป…… ภาพต่อไปนี้ที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เจ้าไม่ควรเห็น เป็นสิ่งที่เจ้าไม่ควรมอง ด้วยความอายของท่าน อิมาม ฮุเซ็น(อ)ที่ได้ส่งสายตาให้ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)กลับไป ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)จึงวิ่งกลับไปที่กระโจม แต่ถึงอย่างไรก็ตามเมื่อวิ่งกลับไปที่กระโจมแล้ว ท่านหญิงก็ยังคงห่วงและอาลัยอาวรณ์พี่ชายจึงกลับมาที่เนินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการกลับมาครั้งสุดท้าย เมื่อท่านหญิงซัยหนับ(ซ)กลับมาที่เนินก็พบว่าชิมรฺ อิบนิเยาวฺชัน กำลังวิ่งไปที่ร่างของอิมามฮุเซ็น (อ)

เมื่อท่านหญิงซัยหนับ(ซ)เห็นอย่างนั้นจึงมีความตกใจเป็นอย่างมาก พลันสงสัย ทำไมชิมรฺวิ่งไปที่ร่างของท่านอิมามฮุเซ็น ท่านหญิงซัยหนับจึงได้วิ่งตามไปเพื่อที่จะเข้าไปดูใกล้ๆ และเมื่อชิมรฺถึงร่างของท่านอิมามฮุเซ็น(อ) ชิมรฺก็ได้นั่งคร่อมบนอกของท่านอิมามฮุเซ็น(อ) เมื่อท่านหญิงซัยหนับเห็นชิมรฺนั่งอยู่บนอกของท่านอิมามฮุเซ็น(อ)แล้ว ท่านหญิงซัยหนับก็ได้ทรุดตัวเองลงบนพื้นทราย นั่งลงเดินไปไม่ไหวแล้ว เมื่อชิมรฺได้นั่งอยู่บนอกมันก็ได้ดึงมีดสั้นออกมา ซึ่งนักกวีบางคนก็ได้บอกว่ามีดนั้นก็ได้กระชากหัวใจของท่านหญิง ซัยหนับออกมาเช่นกัน ครั้งสุดท้ายอีกเช่นกันท่านอิมามฮุเซ็น(อ)ก็ได้ส่งสัญญาณทางสายตา โอ้ซัยหนับ(ซ)จงกลับไป………

 

1415017693453

 

 


777

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปาฐกถา เนื่องในวันคล้าย วันชะฮาดัต ท่านหญิงซัยหนับ(ซ)

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..