ชะฮาดัต “ท่านอิมาม มุฮัมมัด บากิร (อ)” ผู้เปิดประตูความรู้ของนบี (ตอนที่ 3 )

40

บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลาม ซัยยิดสุไลมาน ฮูซัยนี


สัญลักษณ์ “ความรู้” ของอะฮฺลุลบัยต(อ)

มีคำพูดจากบรรดาอาเล็มอุลามาอฺซุนนีทั้งในยุคนั้นและในบรรดาลูกศิษย์ของอุลามาอฺเหล่านั้นที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน ยืนยันในความรู้ของท่านอิมามบากิร(อ)

ทว่าหากเราจะยืนยันในความรู้ความยิ่งใหญ่ของท่านอิมามบากิร(อ)ไม่จำเป็นที่เราจะเอาการยืนยันจากผู้รู้เหล่านั้น เพราะคำยืนยันจากรอซูลุลลอฮฺ(ศ.) เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่า อิมามบากิร(อ)นั้นคือ สัญลักษณ์ทางความรู้ของอะฮฺลุลบัยต(อ)

ฮะดิษบทหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งอาเล็มอุลามาอฺของพี่น้องอะฮฺลิสซุนนะฮฺ คือฮะดิษที่รอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ได้เปิดเผยความรู้และความลับอันหนึ่งให้กับท่านญาบีร บิน อับดุลลอฮฺอันศอรี อัครสาวกของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ซล) โดยฮาดิษบทนี้เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์จากสองรายงานของทั้งสองฝ่ายว่า…

“วันหนึ่งเมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ได้พูดถึงเรื่องอิมามสิบสองต่อหน้าศอฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่ง และในหมู่ศอฮาบะฮฺดังกล่าวมี ท่านญาบีร อิบนิ อับดุลลอฮฺอันศอรี ร่วมอยู่ด้วย และได้ยินท่านศาสดากล่าวถึง ฮะดิษอิมามสิบสอง ท่านรอซูลุลลอฮ(ศ) ได้กล่าวชื่อทุกๆอิมาม เริ่มจากท่านอิมามอะลี(อ) หลังจากอะลีคือ ลูกของเขาฮาซันและฮูเซน หลังจากฮูเซนคือ ลูกของเขาคือซัยนุลอาบิดีน และจากนั้นคืออิมามบาเกร สืบต่อๆมา จนกระทั่งถึงท่านอิมามมะฮฺดี(อ)”

เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ(ศ.)กล่าวเสร็จ ท่านหันกลับมาที่ญาบีรแล้วกล่าวว่า {โอ้ ญาบีรเอ๋ย เจ้าจะได้พบกับบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งชื่อของเขาเหมือนกับชื่อของฉัน บุคลิกของเขาจะเหมือนกับบุคลิกของฉัน เขาจะแตกฉานในวิชาการแห่งศาสนาอย่างชัดแจ้ง อย่างสมบูรณ์อย่างยิ่งใหญ่ดั่งชื่อที่นามว่า “บากิร” }

“บากิร” แปลว่า “ผู้แตกฉานทางด้านวิชาการและความรู้ คือ ผู้ที่ตีแตกความรู้ได้อย่างแตกฉาน

ท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ได้บอกกับญาบีร อันศอรีว่า เจ้าจะพบกับเขาคนนั้น ฝากสลามของฉันไปให้เขาด้วย และด้วยบารอกัตของคำพูดอันนี้ ท่านญาบีรจึงมีอายุยืนยาว ซึ่งในวันนั้น หากเปรียบเทียบอายุ ญาบีรเองก็ไม่ได้มีอายุห่างกับท่านรอซูลมากเท่าไรนัก แต่เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)บอกว่าเจ้าจะได้พบกับเขา ฝากสลามของฉันไปให้เขาด้วย

บ่งชี้ว่า ด้วยบารอกัตที่ท่านญาบีรถือสลามของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ไว้นั้น จึง ทำให้ท่านญาบีรมีอายุยืนยาวกว่าบรรดาศอฮาบะฮฺท่านอื่นๆที่ร่วมสมัย เพราะท่านอื่นๆได้จากโลกนี้ไปเกือบหมดแล้ว

สาระศึกษา : อนึ่งหากจินตนาการอายุขัยของท่านญาบีร อันศอรี จะพบว่า หลังจากท่านรอซูลุลอฮ(ศ.)จากไป ท่านอิมามอะลี(อ) มีชีวิตต่ออีกยี่สิบเก้าปี หลังจากอิมามฮาซัน หลังจากเหตุการณ์กัรบะลาอฺ ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีนขึ้นมาดำรงตำแหน่งอิมามอีกสามสิบสามปี ซึ่งรวมแล้วท่านญาบีรมีอายุหลังจากคำพูดของรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ประมาณหกสิบถึงเจ็ดสิบปี

ตามรายงานบันทึกว่า ด้วยกับความชรา สายตาของท่านญาบีรแถบจะมองไม่เห็น บางรายงานบอกว่า ตาของท่านญาบีรนั้นบอดแล้ว ทว่าท่านญาบีรก็ยังตายไม่ได้ เพราะต้องเอาสลามของท่านรอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ไปให้กับท่านอิมามบากิร(อ)ก่อนถึงจะตายได้ จนถึงวันหนึ่งท่านญาบีรก็ได้พบกับท่านอิมามบากิร(อ)ก็ได้นำสลามของท่านรอซูลุลลอฮ(ศ.) ไปยังท่านอิมามบากิร(อ) จากนั้นจึงได้ตั้งถามคำถามมากมายไปยังท่านอิมาม(อ)

ซึ่งหนึ่งในคำถามนั้น ญาบีร อันศอรี ได้ถามว่าท่านมีความรู้มากขนาดไหน… เพราะว่ารอซูลุลลอฮฺ(ศ.)ก็มีความรู้ อิมามอะลี(อ)ก็มีความรู้ แต่ทำไมท่านรอซูลุลลอฮ(ศ.)พูดถึงท่านในด้านความรู้โดยตรงว่า ท่านคือ ผู้แตกฉานในความรู้อย่างแท้จริง

ท่านอิมามบากิร(อ)ก็ได้กล่าวกับท่านญาบีร สั้นๆว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺ” โดยปกติธรรมดา หากท่านอิมามไม่สาบาน เราก็เชื่ออยู่แล้ว แต่ด้วยเนื้อหามีความสำคัญและยิ่งใหญ่ ท่านจึงต้องสาบาน

“จงรู้เถิดว่า ความรู้ทั้งหมดที่อัลลอฮฺ(ซบ)ให้กับฉันเป็นความรู้ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในโลกนี้และความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่จะเกิดต่อไปในภายภาคหน้าจนถึงวันกิยามะฮฺ”

คำอธิบาย : หากจะกล่าวโดยสรุป อะไรที่เกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดินนี้ อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานความรู้เหล่านั้นให้กับเราอะฮฺลุลบัยตฺ(อ)ทั้งหมดและทุกเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจนถึงวันกิยามะฮฺ
ตรงนี้ก็ต้องระวังให้ดีเพราะลัทธิแปลกปลอม บางทีมักอ้างว่าอิมามของเราไม่ได้รู้เรื่อง อิมามของเราไม่รู้อนาคต เราต้องยึดสิ่งนี้ให้ดี เพราะเราบางครั้งแยกไม่ถูกระหว่างอาเล็มผู้โง่เขลาหรืออาเล็มที่แท้จริง

อิมามบากิร(อ)และบรรดาอิมามทุกท่านกล่าวเหมือนกันว่า เรารู้สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมด กล่าวคือ จากฮะดิษที่ท่านอิมามบากิร(อ)ได้พูดกับญาบีรนั้น คือ ในโลกนี้ทั้งอดีตและอนาคตไม่มีความรู้ใดที่เราไม่รู้

คำถาม: บรรดาอิมามทุกคนรู้แบบนี้ไหม ?

คำตอบ: คือ รู้……. แต่บรรดาอิมามเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้แสดง(อบรมสั่งสอน)สิ่งต่างๆเหล่านี้ เราพูดอยู่เสมอๆว่าศาสนานี้จะต้องเดินไปตามวิถีทางธรรมชาติ และอัลลอฮฺ(ซบ.)ไม่ได้ต้องการให้เกิดมุอฺญิซาตทุกครั้งไป เมื่อเราต้องการ แต่ไม่ได้หมายความว่ามุอฺญิซาตไม่มี….. เราไม่มีสิทธิรับใช้ศาสนานี้โดยรอคอยมุอฺญิซาตเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องรับใช้ศาสนานี้ตามวิถีทางธรรมชาติ ด้วย ส่วนมุอฺญิซาตจะเกิดขึ้นเวลาใดนั้นอัลลอฮฺ(ซบ.)เป็นคนเลือก ไม่ใช่เราเป็นผู้กำหนด……และไม่ใช่เราเป็นคนสั่งว่าตรงนี้ต้องมีมุอฺญิซาตลงมา….!!!

ในการทำความเข้าใจว่า อัลลอฮฺ(ซบ.)ประทานความรู้ลักษณะนี้มาให้แก่อะฮฺลุลบัยต(อ)อันเป็นความรู้ในขั้นสูงสุดและสมบูรณ์แบบที่สุด ไม่ใช่เป็นความรู้เพียงแค่ฮะดิษ และตัวบทหนังสือเท่านั้น ทว่าต้องการจะบอกว่ารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วที่บรรดาอิมามไม่รู้…..!!! นี่คือสิ่งที่ท่านอิมามบากิร(อ.) อรรถาธิบายให้กับท่านญาบีร

(โปรดติดตามตอนที่ ๔)

اللهم صل علی محمد وآل محمد وعجل فرجهم

เรียบเรียงโดย : Wanyamilah S.

ถอดบทความโดย: ๑. วราภรณ์(ซัยหนับ) บินตี นาบาวี

๒.มัยซาเราะฮ์ โต๊ะหลี

หมายเหตุ : รวมการปาฐกถาพิเศษ ๒ มัจญลิส(ภูเก็ตและสตูล)