‘อัลกุดส์’ โดมทองแห่งศรัทธา (ตอนจบ)

195

พวกยิวมีพฤติกรรมที่พยายามสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน ยิ่งเสียหายมากเท่าใดเขาก็ยิ่งพอใจมากเท่านั้น พวกเขาไม่ได้สร้างความเสียหายแก่มุสลิมเพียงอย่างดียว แต่จะสร้างความเสียหายแก่ทุกประชาชาติบนหน้าแผ่นดิน ลัทธินาซีโดยฮิตเลอร์ จึงเชื่อว่าถ้าจะขจัดความอยุติธรรมบนหน้าแผ่นดินนี้ก็ต้องขจัดยิวให้สิ้นซาก

การสังหารพระเยซูโดยตรึงไว้กับไม้กางเขน เหตุการณ์นี้อัลลอฮฺ(ซบ) ก่อนจะเปลี่ยนตัวศาสดาอีซาเป็นบุคคลอื่น เหตุการณ์นี้ชาวคริสเตียนจำนวนมากก็ยังแค้นอยู่มิรู้ลืม ทั้งๆ ที่นบีอีซา(อ) ก็คือบนีอิสรออีล คือประชาชาติของเขาเป็นศาสดาที่ถูกส่งลงมายังเขา แต่เขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงจัดการสังหารท่านศาสดาเสีย

พฤติกรรมของพวกเขาอย่างหนึ่งได้ถูกบันทึกอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานซูเราะหฺอิสรออ์ โองการที่ 4 ความว่า
นั่นคือประชาชาตินี้จะสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดินนี้ถึงสองครั้งหมายถึงความเสียหายที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การฆ่านบี ไม่ใช่การปฏิเสธนบีเท่านั้น

บรรดานักปราชญ์และนักอรรถาธิบายอัลกุรอานให้ทัศนะว่า เหตุการณ์ที่น่าจะสอดคล้องกับโองการนี้มากที่สุดคือ สงครามโลกทั้งสองครั้ง ล้วนแล้วแต่ยิวอยู่เบื้องหลังการก่อสงครามโลกทั้งสองครั้งนี้ มนุษยชาติล้มตายไปเกือบร้อยล้านคน ยิ่งทำให้มนุษย์อ่อนแอได้เท่าใดก็จะเป็นประโยชน์ในการที่พวกเขาจะปกครองได้เท่านั้น

หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเศรษฐกิจยุโรปอ่อนแอเสียหายจนเกือบล่มจม พวกยิวได้ประโยชน์สูงสุดโดยการปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลยุโรปนั้น รัฐบาลยุโรปเกือบทั้งหมดในขณะนั้นเป็นรัฐบาลหุ่นของยะฮูดี

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเขาได้สถาปนารัฐอิสราอีลบนแผ่นดินพี่น้องมุสลิมปาเลสไตน์ อาชญากรรมที่ร้ายแรงถูกก่อขึ้น ชาวปาเลสไตน์ถูกย่ำยีบีฑา เข่นฆ่า โดยสหประชาชาติไม่สามารถจัดการความชอบธรรมใดๆได้เลย เพราะยิวไซออนิสต์โดยมีสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษในฐานะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติคอยดูแลปกป้องผลประโยชน์ให้ตลอดเวลา

การที่พวกเขาอยู่เบื้องหลังของสงครามโลกทั้งสองครั้ง ความ เดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า แต่เป็นความสะใจของพวกยิว เพราะเขาได้รับประโยชน์จากความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองโดยรวม เขายืนรับผลประโยชน์อยู่กับเลือด น้ำตา และซากศพของผู้อื่น

บรรดานักสู้ของปาเลสไตน์และเลบานอน ต้องสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก อาจจะมีนักเจรจาไปพูดคุยกับขบวนการของพวกยิวไม่ว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือที่ไหน ยิ่งเจรจายิ่งเสียดินแดน ยิ่งเจรจายิ่งถูกกดขี่ บ้างก็ถูกลูกหลานของยิวตั้งแต่ครั้งบรรพกาลเข้าไปครอบงำในหลายประเทศ ซาอุดิอาราเบียและจอร์แดนเป็นอุทาหรณ์
บนีซะอูด คือลูกหลานของยิวที่ได้ทำธุรกิจขายยาอยู่ในคาบสมุทรอาหรับ แล้วเข้ารับอิสลามภายหลังตั้งตัวเป็นกองโจรในทะเลทรายมีอำนาจมากขึ้นได้ร่วมมือกับลัทธิวะฮาบี สถาปนารัฐขึ้นมา เปลี่ยนชื่อแผ่นดินของนบีที่ชื่อฮิญาซเป็นซาอุดิอาราเบีย

วันนี้ถ้าไม่มีการปฏิวัติอิสลามอันรุ่งโรจน์แห่งอิหร่าน คงไม่มีใครสามารถจินตนาการได้ว่าอะไรที่จะเกิดขึ้นกับรัฐไนล์ ถึงยูเฟรติส

จริงๆ แล้วถ้ายูเฟรติสหมายถึงดินแดนอิรัก สหรัฐอเมริกานักล่าอาณานิคมยุคใหม่ก็ได้ยึดเอาอิรักไปเรียบร้อยแล้ว อำนาจอิทธิพลของยิวไซออนิสต์จึงเข้าครอบงำเกือบสิ้นเชิง น่าเสียดายสวนลอยแห่งบาบิโลนสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในอิรัก เสียดายปารีสแห่งตะวันออกของเลบานอน จนวันนี้ยังไม่สามารถเช็ดน้ำตาและคราบเลือดได้หมดสิ้น

การปฏิวัติอิสลามอันรุ่งโรจน์แห่งอิหร่าน การต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวของกองกำลังมุสลิมอันบริสุทธิ์ในเลบานอน จึงเป็นก้างตำคอชิ้นใหญ่ของนักล่าอาณานิคม อยากให้พี่น้องมุสลิมผู้ศรัทธาทั้งหลายจงศึกษาประวัติศาสตร์อันงดงามและยิ่งใหญ่นี้ไว้เป็นอุทาหรณ์ของการต่อสู้ เพื่อมวลมุสลิมผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง

หลังการปฏิวัติอิสลามอันรุ่งโรจน์ของอิหร่าน ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) ได้ปลุกจิตสำนึกให้มุสลิมทั้งโลก ได้หวนคิดถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุดส์ด้วยความสำคัญดังกล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น จึงได้ประกาศให้วันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนเป็นวันอัลกุดส์ เพื่อให้มวลมุสลิมผู้ศรัทธาจักได้สานต่อเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ในการยึดเอาอัลกุดส์คืนมา

วันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนจึงเป็นวันของการปลดปล่อย อัลกุดส์กิบลัตแรกของอิสลาม สถานที่ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) เมียะรอจ ทุกคนจึงต้องตระหนักอย่างแน่วแน่มั่นคงว่าทั้งชีวิตจิตวิญญาณต้องพร้อมพลีเพื่อภารกิจนี้อย่างแท้จริง
พี่น้องมุสลิมทั้งโลกจะต้องร่วมปรึกษาหารือมีความสามัคคี สมานฉันท์เป็นที่ตั้งเพื่อที่จะต้องขจัดมะเร็งร้ายของโลกนี้ให้ได้ คือการที่จะต้องยึดเอามัสยิดอัลอักศอกลับมา เป็นการปลดแอกจากอำนาจอันอยุติธรรมของยิวให้หมดไป แต่มัสยิดอัลอักศอจะได้คืนกลับมาก็คือต้องทำลายอำนาจของประชาชาตินี้ให้หมดไปเสียก่อน ยิวจะต้องถูกตัดแขนขา จะต้องถูกพันธนาการเสียก่อน ดั่งคำสาปแช่งที่อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงบัญชาไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน มือของเจ้านั่นเหละที่จะถูกพันธนาการ ในวันหนึ่งพวกเจ้าจะพบคำตอบที่เจ้าบอกว่ามือของอัลลอฮฺ(ซบ) ถูกพันธนาการ แน่นอนที่สุดผู้ศรัทธาต้องมั่นใจเสมอว่าประกาศิตแห่งพระองค์ทรงสัจธรรมเสมอ

คำสาปแช่งของอัลลอฮฺ(ซบ) จะต้องเป็นจริง เพราะพระองค์ทรงบอกว่า ฉันจะลงโทษพวกเขาด้วยมือของพวกเจ้า นั่นคือถ้าอัลลอฮฺ(ซบ) จะทรงลงโทษกาเฟรฺ มุชรีกีนที่ทรยศต่อศาสนา พระองค์ทรงบอกว่าจะลงโทษพวกเขาด้วยมือของพวกเจ้า คือมือของมุสลิมเท่านั้นไม่ใช่มือจากสวรรค์เท่านั้น

ดังนั้น มุสลิมนั่นเหละที่จะทำให้คำสาปแช่งศักดิ์สิทธิ์ และด้วยบารอกะฮฺจากอิมามโคมัยนี(รฎ) ที่ยกมือขอพรจาก อัลลอฮฺ(ซบ) ว่า อินชาอัลลอฮ(ซบ) วันหนึ่งมวลมุสลิมจะได้ไปยืนนมาซที่ฮะรอมของบรรดานบีในอัลกุดส์อันศักดิ์สิทธิ์นั้น

มวลมุสลิมทุกคนจึงต้องปฏิบัติภารกิจนี้เป็นจริงให้ได้ จะต้องเกิดขบวนการต่อสู้อย่างจริงจัง เช่นขบวนการฮิซบุลลอฮฺ ไม่ใช่การต่อสู้ จอมปลอมที่มียิวชักไยอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่การเจรจาอัปยศที่ทรยศต่อแผ่นดินเกิด อย่างเช่นที่ยัสเซอร์ อารอฟัต และทายาทคนปัจจุบันของมัน คือมะฮฺมูด อับบาส ก็พยายามสืบทอดเจตนารมณ์อันอัปยศนี้อยู่ต่อไป
ขบวนการฮิซบุลลอฮฺ โดยการนำของซัยยิดฮาซัน นัสรุลลอฮฺ พี่น้องปาเลสไตน์ในวันนี้จึงมีจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ กาซาถูกปิดล้อมมาหลายปีแล้ว แต่พี่น้องปาเลสไตน์ที่รักชาติแผ่นดินเกิดไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ยอมก้มหัวศิโรราบให้กับยิวผู้รุกราน

มะฮฺมูด อับบาส ทายาทของยัสเซอร์ อารอฟัต ผู้ทรยศพยายามเจรจาแก้ปัญหา แต่ทุกครั้งที่มีการเจรจาก็หมายถึงการสูญเสียของพี่น้องมุสลิมปาเลสไตน์ พวกเขาลืมไปว่าพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้บอกว่าพวกมันจะไม่มีวันพึงพอใจไม่ว่าเจ้าจะยกอะไรให้นอกจากยกศาสนาอิสลามให้กับพวกมัน ต้องยอมเป็นทาส (กอยิม) ในภาษาของไซออนิสต์ หรือยอมเป็นทาส (อุมมียีน) ในภาษาของยะฮูดโบราณ คือต้องทำตัวเป็นวัวงาน จนกระทั่งในที่สุดก็ต้องถูกฆ่าแกง

อุทาหรณ์จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้บอกไว้ว่า ไม่มีวันได้เจรจาอย่างสันติกับยิวผู้รุกราน เพื่อที่จะได้ อัลกุดส์คืนมา เว้นไว้แต่การกิยามต่อสู้ ดังเช่นพี่น้องปาเลสไตน์กำลังต่อสู้อยู่ในปัจจุบัน จะต้องต่อสู้อย่างเลือดทาแผ่นดิน ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว จะต้องสร้างความหวาดกลัวให้แก่พวกมันให้ได้

พี่น้องปาเลสไตน์ลุกขึ้นต่อสู้ปืนและจรวดด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน เมื่อไหร่ที่ก้อนอิฐ ก้อนหินเปลี่ยนสภาพเป็นอาวุธที่มีแสนยานุภาพที่พอกันกับผู้รุกราน วันนั้นผู้รุกรานจะได้รู้ชะตากรรมของตนว่าการถูกกระทำย่อมได้รับความเจ็บปวด สูญเสียเสมอกัน การปลดปล่อยอัลกุดส์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของพี่น้องมุสลิมทั้งโลก ใน ริวายะฮฺของพวกเราบอกว่า หนึ่งในภารกิจของอิมามมะฮฺดี (อ) คือการปลดปล่อยอัลกุดส์ ต้องเอาอัลกุดส์กลับสู่อ้อมกอดอัลอิสลามให้ได้ ริวายะฮฺนี้ไม่ได้บอกว่าให้เรารออยู่เฉยๆ แล้วรอให้อิมามมะฮฺดี (อ) ปรากฏ เพราะการปรากฏตัวของ ท่านอิมามมะฮฺดี (อ) ย่อมขึ้นอยู่กับฐานความพร้อมของมุสลิมด้วย จริงอยู่เมื่อท่านอิมามมะฮฺดี (อ) ปรากฏท่านก็จะปลดปล่อยอัลกุดส์ได้แน่นอน โดยตรรกะเมื่อฐานมุสลิมพร้อม อิมามก็ปรากฎตัว อัลกุดส์ก็จะกลับคืนสู่อ้อมกอดของมวลมุสลิม

วันนี้ขบวนการอย่างฮามาส และฮิซบุลลอฮฺ ยังไม่พอเพียงที่จะ สู้รบกับผู้รุกราน มวลมุสลิมต้องมีความสามัคคีสมานฉันท์กันมากกว่านี้ วิญญาณญิฮาดทุกหมู่เหล่าต้องผนึกกำลังเป็นจิตวิญญาณเดียวกัน อัล ฮัมดุลิลลาฮฺแนวร่วมที่ยิ่งใหญ่จะต้องต่อสู้อย่างฮิซบุลลอฮฺแสดงให้เห็น ไม่ได้เป็นแนวหน้าออกรบ ก็จะต้องเป็นแนวหลังที่แข็งแกร่ง ต้องเป็นกองกำลังส่งบำรุง ทำความเข้าใจ พูดคุย เผยแพร่ข่าวสารให้พี่น้องร่วมชาติจะต้องเป็นขบวนการบอกต่ออย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดประสิทธิผลให้ได้ ให้พี่น้องร่วมประเทศของเราได้เข้าใจ

อินชาอัลลอฮฺวันข้างหน้าอาจมีเรือกาชาดของไทยออกไปสู่กาซาบางครั้งถ้าเราทำได้ก็คือ เรือกาชาดของไทย ออกไปสู่กาซา การบริจาค การเสียสละทรัพย์สินเพื่อรวมกันเป็นกองทุนในการปลดปล่อยอัลกุดส์ ภารกิจนี้จึงยิ่งใหญ่ ภารกิจนี้จะชี้ชะตากรรมของอิสลาม เพราะตราบใดที่รัฐยิวผู้รุกรานไม่ถูกทำลายลง ฟิตนะฮฺต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ถูกทำลายฟิตนะฮฺวะฮาบี ฟิตนะฮฺอัลกออิดะฮฺ ฟิตนะฮฺต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นด้วยมือของยิวอิสราอีลผู้รุกรานทั้งสิ้น

ข้อมูลด้านลึกเชื่อได้ว่าอัลกออิดะฮฺ ก็ถูกฝึกขึ้นมาโดย มอสสาด (องค์กรลับของอิสราเอล) ในขณะที่พี่น้องมุสลิมทั้งซุนนี และพี่น้องชีอะฮฺ จำนวนมากออกมาเดินขบวนเพื่อปลดปล่อยอัลกุดส์ ก็จะมีขบวนการของมุสลิมเหมือนกันออกมาระเบิดพลีชีพฆ่าพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ทั้งหมดนี้ เพราะมอสสาดได้ใช้มุสลิมผู้ขายชาติ ขายแผ่นดินดำเนินการแทนทั้งสิ้น มุสลิมผู้ทรยศเหล่านี้เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง จนลืมกำพืชรากเหง้าของความเป็นผู้ศรัทธาโดยสิ้นเชิง
พี่น้องมุสลิมผู้ศรัทธาต้องตื่นจากความหลับใหล ต้องรีบศึกษาเรียนรู้อัลกุรอานให้เข้าใจถ่องแท้ ต้องรีบปฏิบัติตนเจริญรอยตามจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ) โดยพร้อมเพียงกัน พี่น้องมุสลิมต้องไม่มีสีผิว ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีสัญชาติ มีแต่ความศรัทธาเป็นที่ตั้ง เมื่อนั้นประชากรพันหกร้อยกว่าล้านคนจึงจะยืดอกขึ้นประกาศสัจธรรมอิสลามได้อย่างอหังการ
มุสลิมต้องไม่ตกอยู่ในอิทธิพลความคิดของยะฮูดีและกลุ่มประเทศอาหรับต้องไม่ให้การสนับสนุนรัฐอิสราเอลผู้รุกราน เริ่มจากประเทศจอร์แดน และซาอุดิอาระเบียต้องมีความหยิ่งผยองให้อิสราเอลได้เห็น ต้องใช้กลไกทางเศรษฐกิจต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของมวลมุสลิมเป็นที่ตั้ง

ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ) กล่าวสุนทรพจน์ว่า

“ถ้าหากมวลมุสลิมตื่นขึ้นมาจากความฝัน เพียงถือน้ำคนละถังเดินไปที่ประเทศอิสราเอล แล้วเทน้ำพร้อมๆ กัน รัฐยิวผู้รุกรานก็จะจมไปจากแผนที่โลก”

วันนี้ เดี๋ยวนี้ ศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอนนี้ มุสลิมผู้ศรัทธายกมือขอพรจากเอกองค์อัลลอฮฺ(ซบ) โดยพร้อมเพรียงกันเพื่อที่จะปลดปล่อยอัลกุดส์ให้พ้นจากมือมาร เมื่อนั้นกิบลัตแรกของอิสลามและสถานที่เมียะรอจของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) เมืองแห่งบรรดานบีก็จะกลับมาเป็นมิ่งขวัญเพื่อจรรโลงจิตวิญญาณแก่ผู้ศรัทธาชั่วนิรันดร ขอพระองค์ทรงรับพรจากปวงบ่าวของพระองค์ด้วยเถิด ขอพระองค์ได้ทรงปลดปล่อยอัลกุดส์โดมทองแห่งศรัทธาด้วยเถิด

ถอดความและเรียบเรียงโดย : อ.อับดุลการีม สิทธิมนต์


ปาฐกถาเนื่องในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน “วันกุดส์สากล” หรือวันแห่งการปลดปล่อย “อัลกุดส์” 

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)