‘อัลกุดส์’ โดมทองแห่งศรัทธา (ตอนที่ 2)

112

อัลลอฮฺ(ซบ) ทรงเปิดเผยว่าพวกเขาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ร่ำรวยมหาศาล หนึ่งในนั้น คือ กอรูน

อัลกุรอานบอกว่ากอรูน คือ บนีอิสรออีลที่ร่ำรวยมหาศาล กุญแจคลังของกอรูนทำด้วยทองคำที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์แบกถึงหกสิบคนต่อหนึ่งอัน

อัลกุรอานบอกว่ากอรูนคือนบีอิสรออีลที่เป็นประชาติของท่าน นบีมูซา(อ) เมื่อพวกนี้คุมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ได้ก็จะพูดว่า เราร่ำรวย แต่อัลลอฮฺ(ซบ) นั้นยากจนถึงขนาดทรงสั่งให้พวกเราบริจาคช่วยเหลือ ทำไมอัลลอฮฺ(ซบ) ไม่ทรงบริจาคเสียเอง

จากคำกล่าวนี้อัลกุรอานซูเราะห์อาลิอิมรอน โองการที่ 181 ก็ถูกทรงประทานลงมาเป็นอุทาหรณ์
ความผิดมหันต์ของพวกเขา คือ ประการที่หนึ่ง การท้าทายดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ ประการที่สอง คือ การเข่นฆ่าศาสดา

ที่อัลลอฮฺ (ซบ) ทรงลงโทษพวกเขาในสองประการนี้เพราะพระองค์ทรงรู้ว่าถึงจะส่งศาสดาไปให้พวกเขาเขาก็จะสังหารศาสดาอีก

ในประวัติศาสตร์อิสลามบอกว่า วันหนึ่งเมื่อท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) ได้เดินทางไปค้าขายกับท่านอบูฏอลิบ (อ) ระหว่างการเดินทางได้พบกับบาทหลวงคริสเตียน บาทหลวงได้สังเกตเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ ของท่าน สัญลักษณ์หนึ่งก็คือการที่เมฆคอยบังความร้อนจากแสงอาทิตย์ และสัญลักษณ์อื่นที่เกิดขึ้นกับท่านนบี ชี้ให้เห็นว่าท่านจะต้องเป็นศาสดาอย่างแน่นอนจึงถามท่านอบูฏอลิบ (อ) ว่าเด็กคนนี้นั้นเป็นใคร? ท่าน อบูฏอลิบพยายามปกปิด แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับความจริงโดยดุษณี บาทหลวงจึงบอกว่าจงปกป้องเด็กให้พ้นจากน้ำมือชาวยิว เพราะเขาคือศาสดาที่ถูกพยากรณ์ ไว้ในคัมภีร์ เตารอต และคัมภีร์ อินญีล ชาวยิวกำลังไล่ล่าสังหารศาสดาพยากรณ์นี้อยู่

จากอดีตจนถึงยุคของท่านบนีมุฮัมมัด (ศ) ชาวยิวได้ตามล่าสังหารท่านมาตลอด มีบันทึกว่า จากซีเรียถึงมักกะฮฺ ตลอดเส้นทางนี้จะมีป้อมปราการยิวกว่าสามสิบป้อมปราการ ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการรอสังหารศาสดาพยากรณ์ เพราะเขารู้ดีว่า วันหนึ่งศาสดาพยากรณ์ท่านต้องผ่านทางนี้

เส้นทางระหว่างมักกะฮฺกับชาม (ซีเรียในปัจจุบัน) ลูกหลานของนบีฮาชิมเกือบทุกคนที่เป็นบรรพบุรุษสายตรงของท่านนบี มุฮัมมัด (ศ) ได้เคยปะทะกับนักล่าชาวยิวมาแล้วทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นท่านฮาชิม ท่านอบูฏอลิบ ท่าน อับดุลมุฏฏอลิบ เพราะรู้ว่าถ้าหากฆ่าสังหารบรรพบุรุษของศาสดาได้ ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) ก็ไม่ได้ถือกำเนิด

บางครั้งแม้แต่ชื่อของบรรพบุรุษนบีมุฮัมมัด (ศ) ก็ยังต้องเปลี่ยนเพื่อที่จะปกป้องท่านนบี ยังมีเนื้อหาที่ควรศึกษาอีกมาก ซึ่งจะค่อยบอกเล่าเรื่องเหล่านี้ในโอกาสต่อไป แต่ผู้ศรัทธาพึงระลึกไว้เสมอว่าการกล่าวให้ร้ายว่าบรรพบุรุษของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) เป็นผู้ปฏิเสธเป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์และน่าอัปยศ การขออภัยโทษในความผิดตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สาย

สำหรับชาวยิวแล้วประวัติศาสตร์อิสลามได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า พวกเขาต้องการทำลายศาสนาอิสลามมาทุกยุคทุกสมัย เพียงแต่วิธีการทำลายอิสลามนั้นจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย การรู้เขารู้เราดีที่สุดสำหรับมุสลิมคือ ต้องศึกษาเรียนรู้จากอัลกุรอานและฮาดิษเท่านั้น

โองการอัลกุรอาน ….. ความว่า “โอ้มุสลิมเอ๋ย บรรดายาฮูดี นัสรอนีย์ จะไม่มีวันพอใจกับพวกเจ้าหรอก จนกว่าพวกเจ้าจะตามศาสนาของพวกมัน จนกว่าพวกเจ้าจะตามมิลละฮฺของพวกมัน”

มุสลิมต้องรู้ว่าพวกยึดครองปาเลสไตน์นั้นล้วนอพยพมาจากยุโรปทั้งสิ้น เบื้องแรกอ้างว่าพวกเขาถูกกดขี่อย่างทุกข์ทรมานจากลัทธินาซีของ ฮิตเลอร์ ถูกรังแกจากฝรั่งเศสและโปแลนด์เป็นต้น จึงขออพยพมาอยู่ในแผ่นดินบ้านเกิดแผ่นดินแห่งประวัติศาสตร์ แต่เมื่อได้ที่ดินไปบางส่วนแล้ว กลับได้คืบเอาศอก สันดานอันอำมหิตจากพันธุกรรมเริ่มแสดงออกให้เห็น โดยการเข่นฆ่าสังหารเจ้าของแผ่นดินอย่างโหดเหี้ยมทารุณ

จึงไม่เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใดว่าการเข่นฆ่าเด็กๆ ปาเลสไตน์แล้วโยนลงในบ่อ บ้านของชาวปาเลสไตน์เต็มไปด้วยซากศพทุกบ่อน้ำ หมู่บ้านดิรรียาซีน จึงเป็นโศกนาฏกรรมที่มวลมุสลิมต้องเรียนรู้จดจำ และจะต้องปฏิบัติตามหลักการอิสลามที่ว่ามวลมุสลิมคือพี่น้องกัน ทุกขเวทนาการของชาวปาเลสไตน์ต้องถือเป็นความเจ็บปวดแสนสาหัสที่มวลมุสลิมต้องเรียกร้องความยุติธรรมคืนมา ไม่ว่าจะต้องเสียสละทรัพย์สินเงินทองแม้กระทั่งชีวิตก็ต้องยอม เพราะอัลกุรอานได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า “ไม่มีวันที่พวกมันพอใจจนกว่าพวกเจ้าจะเปลี่ยนศาสนา”

การเจรจาระหว่างมุสลิมกับยิวอิสราอีลเป็นเพียงการเจรจาจอมปลอม เพื่อพวกมันจะยื้อเวลาเพื่อยึดเอาดินแดนปาเลสไตน์ไปทั้งหมด สมดั่งเจตนารมณ์อันชั่วช้าสามานย์ของยิวและตะวันตก

วันแรกที่ยิวได้สถาปนารัฐอิสราอีล จะมีแผนที่ของประเทศอิสราอีลในความฝันปิดไว้ที่หน้ารัฐสภา แผนที่นี้ฝั่งหนึ่งจรดแม่น้ำไนล์ ฝั่งหนึ่งจรดแม่น้ำยูเฟรติส รัฐในความฝันของอิสราอีลคือจากแม่น้ำไนล์สู่แม่น้ำยูเฟรติส

ไนล์ คืออียิปต์ ทวีปแอฟริกา ยูเฟรติส คืออิรักในเอเซีย นั่นคือรัฐ อิสราอีล กินดินแดนตั้งแต่ทวีปแอฟริกาไปจรดเอเซีย
เมื่อเป็นดั่งนี้การเจรจาใดๆ จึงเป็นการเจรจาที่ไม่บังเกิดผล เพราะอิสราอีลตั้งธงไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่าจะดำเนินการรุกรานปาเลสไตน์และอาหรับ แต่มวลมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหรับรู้เจตนานี้และเต็มใจที่จะแก้ปัญหาหรือไม่

อัลกุรอาน ซูเราะหฺ อาลิอิมรอน โองการที่ 75 บอกว่า
“และในหมู่ชาวอะฮฺลิลกิตาบ มีพวกหนึ่งถ้าเจ้าให้อามานะฮฺกับเขา ให้ทรัพย์สมบัติจำนวนมาก เขาจะคืนทรัพย์สมบัติและอามานะฮฺ ให้ และในหมู่พวกเขาอะฮฺลิลกิตาบ ถ้าหากเจ้าให้อามานะฮฺแก่พวกเขา พวกเขาจะไม่คืนให้พวกเจ้า จนกว่าเจ้าจะลุกขึ้นสู้จับดาบขึ้นทวงคืน”

ในคำอรรถาธิบายบอกว่ากลุ่มแรกที่คืนอามานะฮฺ คือพวกนัสรอนี จากอะฮฺลิลกิตาบ กลุ่มที่สอง แม้แต่หนึ่งดินารก็ไม่คืนให้คือบนีอิสรออีล

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้บอกเหตุผลว่าทำไมพวกเขาไม่คืนให้ เพราะอุดมการณ์ไม่ใช่แต่เพียงคำพูดอย่างเดียว คำว่า กอลู ในพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอาน หมายถึงอุดมการณ์ของผู้พูดและผู้กล่าว ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ) บอกว่าจงกล่าวว่า “ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ แล้วทุกคนจะประสพความสำเร็จ”
คนที่กล่าว ลาอิลาฮะอิลัลลอฮฺ 99 % ไม่ประสพความสำเร็จ เพราะกล่าวด้วยปากอย่างเดียว แต่ขาดอุดมการณ์ จึงได้บอกท่านทั้งหลายๆ ครั้งหลายหนว่า จงศึกษาอัลกุรอานให้ละเอียดถ่องแท้จึงจะมีจิตวิญญาณที่สูงส่งเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง

การที่ยิวเชื่อว่า อุมมียีน ไม่มีสิทธิ์ ใดๆในพวกเขา เพราะเขาเชื่อว่าพวกอุมมียีนเป็นคนโง่ ไม่รู้หนังสือ ไม่มีการศึกษา ส่วนตนเองนั่นเป็นประชาชาติที่รู้หนังสือมีคัมภีร์เตารอต มีความพร้อมในทุกด้าน ทัศนะของยิวจึงเชื่อว่าประชาชาติอื่นเป็นอุมมียีนทั้งสิ้น นั่นคือเป็นพวกอานารยะ ป่าเถื่อน

ขบวนการไซออนิสต์ เกิดขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เอง แต่แนวความคิดอุดมการณ์ของไซออนิสต์ก็คือแนวความคิดจากบรรพบุรุษของเขา เป็นพันธุกรรมที่ชั่วช้าสามานย์มาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เขาเชื่อว่ามนุษย์ที่ไม่ใช่ยิวไม่มีสิทธิใดๆ ในยิว ยิวต้องการอะไรเป็นความชอบธรรมแห่งตนต้องได้ ปฏิญญาของไซออนิสต์จึงเรียกมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นว่า กอยิม ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับฝูงวัว

ที่เปรียบว่ากอยิมเป็นฝูงวัวคือ ใช้ทำงานเมื่อหมดแรงไร้ประโยชน์ก็ฆ่าเป็นอาหาร แม้กระทั่งไม่หมดแรงถ้าพอใจจะฆ่าก็ฆ่า

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานยังได้บอกต่อไปว่า
“และประชาชาตินี้นั้นโกหกใส่ความอัลลอฮฺ (ซบ) มากมาย คือนำศาสนาเป็นเครื่องมือในการโกหกของพวกเขา นำศาสนา และพระเจ้ามาเป็นเครื่องมือในการแอบอ้างอุดมการณ์ของพวกเขา”

นี่คือพฤติกรรมหลักของพวกเขาทุกยุคทุกสมัย อัลลอฮฺ (ซบ) ทรงบอกว่าทั้งๆที่พวกเขารู้ความจริงทั้งหมด เขารู้ว่าอะไรคือความจริง อะไรคือสัจธรรม เขารู้ว่าอะไรคือสิทธิ อะไรที่ไม่ใช่สิทธิ แต่เขาก็กระทำความผิดทั้งๆที่พวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจ
ดั่งอายะฮฺ หนึ่งในคัมภีร์ อัลกุรอาน ที่บอกว่าพวกเขารู้จักนบีมุฮัมมัด (ศ) ยิ่งกว่าที่เขารู้จักลูกของเขาเสียอีก
พวกเขารู้ดีว่าท่านศาสดานบีมุฮัมมัด (ศ) นั้นสมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว แต่เค้ากลับทำสิ่งตรงกันข้ามกับความรู้ของพวกเขา ร้ายไปกว่านั้นคือการวางแผนสังหารท่านศาสดาพยากรณ์มาตั้งแต่ต้น

แนวคิดอุดมการณ์ของประชาชาตินี้ สืบทอดพันธุกรรมมาจนกระทั่งถึงขบวนการไซออนิสต์ ขบวนการนี้ก็คือแนวความคิดอันสามานย์ของยิวมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล เพียงแต่ไซออนิสต์ได้มาจัดระบบให้รัดกุมมากขึ้น เพื่อจะได้ยึดดินแดนในความฝันจากแม่น้ำไนล์ถึงยูเฟรติสดังกล่าวมา

พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะหฺอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 64 ความว่า
“อัลลอฮฺ (ซบ) ทรงบอกว่า ยาฮูดพูดว่า มือของพระองค์ถูกมัดแล้วถูกพันธนาการแล้ว”


ปาฐกถาเนื่องในวันศุกร์สุดท้ายของเดือนรอมฎอน “วันกุดส์สากล” หรือวันแห่งการปลดปล่อย “อัลกุดส์” 

(บรรยายโดย ฮุจญตุลอิสลามวัลมุสลีมีน ซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี)

ติดตามอ่านต่อ ‘อัลกุดส์’ โดมทองแห่งศรัทธา (ตอนจบ)